ควาจริงไม่ลับ

เตรียมตัวที่จะเป็นคนรวย บทที่ 13 ห้ามเชื่อดวง (หนังสือ เฉพาะคนอยากทำธุรกิจ เล่ม 1)

พระธุดงค์รูปหนึ่งใส่จีวรสีน้ำตาลเข้ม ผมเจอตอนที่เดินทางไปสงบสติอารมณ์ที่สำนักสงฆ์แถวเกริงกระเวีย กาญจนบุรี

ในครั้งนั้นผมกะว่าจะไปรดน้ำมนต์ล้างซวยซักหน่อย เพราะเหตุการณ์ชั่ว 7 ทีเกิดขึ้นกับผมจนผมทนที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด ทรนงกำลังกดดันให้ผมซื้อหุ้นคืน

ช่วงเวลานั้น ผมคิดถึงแต่บาปกรรมในอดีต ว่าผมเคยทำกรรมเวรอะไรมา จึงต้องมาเจอหายนะมากถึงเพียงนี้ ถ้ามีสิ่งที่มองไม่เห็นมาชี้ทางสว่างให้กับผม ผมคงจะแก้กรรมได้ หนักจะได้เป็นเบา

ท่ามกลางความมืดมิดของจิตในเวลานั้น พระธุดงค์ขอให้ผมยื่นมือขวาให้ดู

พระธุดงค์ดูลายมือ แล้วส่ายหน้า เล่นเอาผมเครียดขึ้นมาทันที

ดวงโยมถึงคราวเคราะห์

พระธุดงค์พูดกับผมแบบนี้ ผมจึงถามพระธุดงค์ไปว่า หลวงพ่อครับ พอจะมีวิธีแก้หรือช่วยให้ผมพ้นเคราะห์ได้หรือเปล่า

พระธุดงค์นิ่งเงียบครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า

ชาติที่แล้วโยมยิงนกมากไปหน่อย นกหลายๆ ตัวที่โยมยิงมันตาย กลับมาเป็นคนในชาตินี้ และโยมก็ได้เจอแล้ว โยมลองนึกถึงคนที่โยมรู้จักและกำลังมีปัญหาซิ จะมีคนหนึ่งที่ปากแหลมเหมือนนก ขนคิ้วที่เหนือตาชี้ขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่เหมือนกับคนทั่วไป และอีกคนหนึ่งเป็นคนลักษณะเตี้ยสั้น ผิวคล้ำ ในตาดำใหญ่โตผิดกับคนทั่วไป โยมรู้จักมั้ย

ผมทำท่าครุ่นคิดอยู่พักนึง แล้วก็ต้องตกใจสุดขีด ว่าที่พระธุดงค์พูดถึงก็คือ ดำรง กับ ทรนง สองคนนี้มีลักษณะอย่างที่พระธุดงค์พูดไว้ทุกประการ

แล้วผมจะทำอย่างไรดีล่ะหลวงพ่อ สองคนนี้คือหุ้นส่วนผม ทั้งสองคนกำลังเล่นงานผมอยู่

ผมตั้งคำถามถามพระธุดงค์ไปพร้อมๆ กับส่งสายตาที่เป็นกังวลและน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง

พระธุดงค์ตอบกลับมาว่า ต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาชีวิตให้กับผม ด้วยการรดน้ำมนต์ให้กับผม 3 วันติดต่อกัน โดยจะรดน้ำมนต์ตอน 9.59 น.

ผมอยู่ที่สำนักสงฆ์สามวัน พร้อมๆ กับมอบเงินทำบุญให้พระธุดงค์ไป 3,000 บาท และเดินทางกลับกรุงเทพฯ

หลังกลับถึงกรุงเทพฯ ยังไม่ทันจะเหยียบขาลงจากรถ ผมได้ทราบข่าวจากพนักงานว่า ทรนงยื่นโนตีสฟ้องผมข้อหาฉ้อโกงเงินของบริษัทเอามาซื้อหุ้นของดำรง

ในใจได้แต่คิดว่า น้ำมนต์ไม่ได้ช่วยอะไรผมเลย

ผมเองเป็นคนที่ก่อปัญหาขึ้นมาทั้งหมด ไม่ใช่เวรกรรมจากชาติปางไหน ถ้าผมไม่บอกดำรงว่าผมจะเอาเงินจากลูกหนี้การค้ามาซื้อหุ้น ทรนงก็คงไม่รู้

หนึ่งเดือนเต็มๆ กับการที่น้ำมนต์ไม่ได้ออกฤทธิ์ จนผมบอกกับตัวเองว่า จะเลิกเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่มองไม่เห็นอีกต่อไป เมื่อผมเป็นคนก่อปัญหา ผมจะยุติปัญหาด้วยตัวผมเอง หากจะต้องรับกรรม ผมจะขอรับกรรมอย่างถึงที่สุด แบบตายเป็นตาย

การตัดสินใจยอมตาย แต่ไม่ได้ฆ่าตัวตายทำให้ผมเมินเฉยต่อโชคชะตาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงจิตใจที่ปล่อยวาง ปลอดโปร่ง เบา และโล่งสบาย อดีตไม่ได้มีความหมายอะไรกับผมอีกต่อไป ส่วนอนาคตก็เป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง มันก็ไม่ได้มีความหมายสำหรับคนที่พร้อมจะตายอย่างผม

ช่วงเวลาแห่งความปลงตกดำเนินต่อไปหลายอาทิตย์ ทำให้ผมค้นเจอความจริงของชีวิตเรื่องการอยู่กับปัจจุบัน

ปัจจุบันเท่านั้นเป็นที่สุดของกาลเวลาและเป็นอนันตกาล

การอยู่กับปัจจุบันทำให้ผมเลิกที่จะรับกรรมใดๆ จิตใจเริ่มดีขึ้น คิดอะไรถูกต้องมากขึ้น มีอาการซึมๆ แต่เต็มไปด้วยพลัง

แล้วคืนหนึ่ง ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเป็นวันใด จิตของผมเกิดอาการตกผลึกเรื่องการไม่่มีดวง ไม่มีโชคชะตาฟ้าลิขิต ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มีเพียงแค่ความเข้าใจของผมล้วนๆ เท่านั้นที่ผมจะพึ่งได้ ผมสามารถเสกให้ความสำเร็จเกิดขึ้นกับชีวิตได้ด้วยตัวผมเอง ในขณะเดียวกัน ผมก็เสกให้ความหายนะมาสู่ชีวิตของผมได้ด้วยตัวเองเหมือนกัน มันไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับดวง กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันเกี่ยวข้องกับปัญญาของผมสถานเดียว

ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ผมรู้ความจริงข้อนี้แล้ว

 

บท13 ห้ามเชื่อดวง