ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

BKD บริษัท บางกอกเดค-คอน จำกัด (มหาชน)

รักษ์รวย : พี่ครับ… ผมได้ยินคำว่า โรดโชว์  มันคืออะไรเหรอครับ เกี่ยวข้องอะไรกับโรดแมป ที่ทางรัฐบาลพูดถึงบ่อยๆ มั้ยครับ

บุญมี : บ้า… ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย  คำว่า โรดโชว์ (Road Show) เป็นการจัดกิจกรรมทางการตลาด เป็นกิจกรรมส่งเสริมการขาย, การประชาสัมพันธ์และนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของเราไปให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้รู้จักมากยิ่งขึ้น ข้อดีของการตลาดในลักษณะนี้คือเราสามารถนำสินค้า หรือประเด็นในการประชาสัมพันธ์ ไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง นอกจากนั้นยังสามารถนำเสนอ Concept Idea ของงาน รวมถึง Brand Image ผ่านทางการจัดงาน ได้อย่างเต็มที่  หรือจะบอกว่าเป็นการไปเสนอขายสินค้าและโปรโมทบริษัทของตัวเองนั่นเอง

รักษ์ : อ่อ… เข้าใจแล้วละครับ  คือผมเห็นคำนี้ในข่าวมาครับ  เห็นบอกว่าบริษัทนี้ไป โรดโชว์มา แล้วมีบริษัทของต่างชาติและกองทุนต่างชาติสนใจเข้าร่วมลงทุนหลายบริษัท จนต้องอีเมล์มาขอข้อมูลเพิ่มเติมล่ะครับ

บุญมี : บริษัทที่ว่านั่นคือบริษัทอะไร

รักษ์รวย :  BKD  บริษัท บางกอกเดค-คอน จำกัด (มหาชน) ครับ นอกจากในข่าวจะบอกว่ามีผู้สนใจในตัวบริษัทเองแล้วเนี้ย ยังมีเรื่องของกำไรในไตรมาสปี 3/2558 ที่มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 107 % เลยทีเดียวน่ะครับ ลองไปอ่านเนื้อข่าวกันดูครับ

BKD

รักษ์รวย : มาดูภาพรวมและลักษณะการทำธุรกิจของ BKD กันก่อนนะครับ บริษัท บางกอก เดค-คอน จำกัด (มหาชน) (“บริษัท” หรือ “บางกอก เดค-คอน”) เดิมชื่อ บริษัท บางกอกวูดเด้นบิสิเนส จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์  2535 ด้วยทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท  มีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือกลุ่มของนางนุชนารถ รัตนสุวรรณชาติและครอบครัว เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายครุภัณฑ์ราชการ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้ตราสินค้า “I-Relax” บริษัทดำเนินธุรกิจรับเหมาตกแต่งภายในอาคาร ประเภทคอนโดมิเนียม โรงแรม สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ เป็นต้น โดยแต่ละโครงการจะมีรายละเอียด รูปแบบและขนาด รวมถึงความต้องการใช้งานที่หลากหลายแตกต่างกันไป เช่น งานตกแต่งภายในสำนักงาน ห้องประชุม ห้องโถง ทางเดิน ห้องน้ำ ห้องพักโรงแรม ห้องพักโรงพยาบาล เป็นต้น ทั้งนี้ ในการรับเหมางานตกแต่งภายในนั้น บริษัทจะรับผิดชอบตั้งแต่การจัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำมาผลิตชิ้นงานเองสำหรับป้อนให้โครงการ การจัดหาอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป งานระบบไฟฟ้า ประปา แอร์ สุขาภิบาล เครื่องคอมพิวเตอร์ ฯลฯ รวมถึงดูแลรับผิดชอบขั้นตอนการก่อสร้างและติดตั้งจนกว่าโครงการจะเสร็จสมบูรณ์ โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัท คือ หน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนทั่วไป

บุญมี : ข้อมูลทางด้านการเงิน ก็เอามาให้ดูในรูปแบบของงบประจำไตรมาสที่ 3/2558 กัน

งบ

 

โดย BKD  ผลประกอบการที่ดีขึ้น เทียบจากงวดเดียวกันของปี 2557 ดังนี้

ผู้สอบ

จากรายงานของผู้สอบบัญชีในงบการเงินนี้ ระบุ ว่า “ไม่มีเงื่อนไข” แสดงว่างบการเงินนี้มีความน่าเชื่อถือได้ ไม่พบข้อสงสัยใด ฉะนั้นเราก็ลองจับข้อมูลในงบการเงินมาหาอัตราส่วนต่างๆ ได้ดังนี้

รักษ์รวย : ผมขออาสาหาอัตราส่วนทางการเงินหาออกมาได้ดังนี้ครับ

ratio

บุญมี : มาดูในส่วนของรายการ BV หรือมูลค่าทางบัญชี เท่ากับ 0.88 บาท ในขณะที่ราคาปัจจุบัน 3.84 บาท/หุ้น ทำให้เกิด P/BV ที่ 4.34 เท่า  ซึ่งก็ถือว่าราคาได้ขึ้นมาพอสมควรแล้วเหมือนกัน  P/E  อยู่ที่ 22.51 เท่า สภาพคล่องดูดีไปหมดเลยนะครับ  D/E 0.39  ต่ำเอามากๆ เพราะอาจจะยังไม่ได้กู้เงินจริงๆ จังๆ กับเค้าสักที เพราะก่อนหน้านี้ก็ใช้วิธีการเพิ่มทุนมาโดยตลอด สิ่งนี้นี่แหละที่ทำให้กองทุนต่างชาติสนใจ

เพิ่มทุน

ในขณะที่หากจะมองในเรื่องของ EPS ก็จะใช้ EPS ย้อนหลัง 1 ปี ( 4 ไตรมาสย้อนหลัง) โดยจะ EPS ออกมาได้ที่ 0.17 บาท/ หุ้น  ก็เหมือนเดิมครับ เข้าสมการของหลักขี้หมาดูครับ  โดยแบ่งมาปันผลที่ 40% ตามนโยบายของบริษัท ก็จะเหลือ EPS = 0.17*40 % =  0.068  เมื่อนำมาเทียบราคากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำก็จะได้ราคาที่คาดว่าจะเป็นที่ 0.068*100/2 = 3.4 บาท/หุ้น และ 0.068*100/2.5 = 2.72 บาท/หุ้น  ราคาก็ควรจะอยู่ที่ ประมาณ 2.7-3.4 บาท/ หุ้น ซึ่งก็ใกล้เคียงกับราคาปัจจุบันเอามากๆ ซะทีเดียว

รักษ์รวย : พี่.. แล้วถ้าผมคิดเล่นๆ แบบนี้ได้มั้ยครับ ตอนนี้ 3/2558 (งวด 9 เดือน)  มีกำไรสุทธิที่ 126,447 พันบาท ถ้าลองจับมาหา 3 ไตรมาส  ก็จะได้กำไรเฉลี่ยไตรมาสละ 126,447  / 3 = 42,149 พันบาท ผมก็สมมติอีกว่าให้ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีกำไรเท่ากับ  42,149 เหมือนกัน ก็จะได้กำไรสุทธิทั้งปีที่ 126,447+ 42,149 = 168,596 ก็จะได้ EPS ใหม่ เท่ากับ 168,596 / 839,994 = 0.20 บาท/หุ้น

เอามาเทียบกับหลักขี้หมาที่อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิมกันอีกที มาดูสิว่าราคาจะเปลี่ยนไปมั้ย โดยใช้ EPS 0.20 *40 % (นโยบายปันผล) = 0.08 บาท/หุ้น นำมาเข้าสมการง่ายๆ คือ 0.08*100/2 =  4.01 และ 0.08*100 / 2.5 = 3.2 บาท/หุ้น ราคาก็น่าจะอยู่ที 3.2 – 4.01 บาท/หุ้น  เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่งน่ะครับ

บุญมี : เราจะคิดออกมายังไงมันก็ได้หมดแหละ แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ มันก็ต้องขึ้นอยู่กับความเป็นจริงอีกนั่นแหละ  จำนวนงานที่บริษัทอ้างว่ามีอยู่ในมือมูลค่า 2-3 พันล้านบาทนั้น แท้จริงคืองานอะไรที่ไหนยังไง รวมถึงความมั่นใจที่จะสามารถชนะการประมูลได้ก็มี 50% หรือภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า  50 : 50  พี่รู้สึกไม่มีความมั่นใจสักเท่าไหร่อ่ะน่ะ แถมราคาก็มาอยู่ในช่วงที่เรียกว่า จะมาในทิศทางไหนแทบที่จะไม่สามารถคาดเดาได้สักเท่าไหร่ ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้น่ะครับ  การชะลอตัวของการสร้างอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายก็เกิดขึ้นกับแทบทุกบริษัท อาจจะส่งผลกระทบต่อจำนวนงานที่จะเข้ามาของบริษัทก็เป็นได้

รักษ์รวย : พี่พูดมาก็มีเหตุผล ก็แล้วแต่ว่าใครจะคิดในมุมไหนอีกอ่ะน่ะครับ เอาละครับ วันนี้ผมว่าเราพอแค่นี้ก่อนดีกว่านะครับ  ก่อนที่ผมจะจินตนาการไปไกลกว่านี้

บุญมี : โอเค… งั้นเอาไว้เจอกัน คุยกับแกเพลิน จนลืมไปว่าวันนี้ต้องเอาเงินไปเข้าแบงค์ ตอนนี้ไปยังทันอยู่มั้ยเนี้ย

รักษ์รวย : 4 โมงครึ่งแล้วครับ ไม่ทันแล้ว นู้นเลยครับ ในห้างสถานเดียว

บุญมี: ต้องเสียเวลาเข้าห้างอีกแล้ว……. แต่ก็ช่างมันเหอะ… ถือโอกาสพาลูกพาเมียไปกินข้าวในห้างก็ดีเหมือนกัน

รักษ์รวย : งั้นให้ผมไปด้วยสิ

บุญมี :  NO !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!