12751633_927439254004362_1784325393_o

หุ้นหน้า 1 ตอน โอสถสภา ยุคใหม่

 

ย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็ก จะว่าตั้งแต่จำความได้ก็ว่าได้ เรามักจะเห็นเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมกันในกลุ่มของผู้ชาย หรือกลุ่มคนทำงาน ที่ต้องการความสดชื่นและตื่นตัวในการทำงาน พูดแค่นี้ก็คงจะเริ่มเดากันออกแล้วใช่มั้ยครับ ซึ่งเมื่อพูดชื่อของเครื่องดื่มชนิดไม่มีใครที่จะไม่รู้จักในนาม M – 150  เป็นผลิตภัณฑ์ของโอสถสภา  ชื่อนี้มีแบนด์สินค้ามากมาย อาธิเช่น M – 150 , ลูกอมโบตัน,ยาทัมใจ, และอีกต่างๆ อีกมากมาย   ก็เลยลองค้นข้อมูลว่า บริษัท โอสถสภา มีชื่อย่อว่าในอะไรในตลาดหลักทรัพย์  ปรากฏว่า หาไม่เจอน่ะครับ  เหตุผลก็เพราะว่า โอสถสภา  ยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง  แต่แล้วล่าสุดก็มีข่าวออกมาว่า  โอสถสภา เตรียมระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วงเงิน 8 พันล้านบาท ภายในกลางปี 2558 เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจในกลุ่ม AEC  โดยมีรายงานข่าวจากบริษัท โอสถสภา รายงานว่า บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชน หรือ IPO เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วงเงิน 6 พัน 4 ร้อย – 8 พันล้านบาท โดยคาดว่า จะเข้าจดทะเบียนในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 – ปี 2559  โดยมีบริษัท หลักทรัพย์บัวหลวงและบริษัท หลักทรัพย์ภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และก่อนหน้านี้ โอสถสภา ได้ปรับโครงสร้างองค์กรโดยแต่งตั้ง นายธรรมศักดิ์ จิตติมาพร เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เพื่อก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุน จะนำไปขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือ ซึ่งมี 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่มและลูกอม เช่น M-150 ที่มีส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังอันดับ 1 – เป๊ปทีน -โอเล่  ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล เช่น ทเวลพลัส – เบบี้มายด์ – ยูทิพ  ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น ยาทัมใจ -ลูกอมโบตัน-น้ำยาอุทัยทิพย์-แบนเนอร์โปรตีน   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ตลาดต่างประเทศ เช่น Shark และ Hang เพื่อรุก ขยายตลาดอาเซียน จากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้า  โดยสินค้าของโอสถสภาที่เข้าไปทำตลาดต่างประเทศ จะเป็นกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง อาทิ M-150 ชาร์ค คูล ไบท์  จากโรงงาน 6 แห่ง พร้อมทั้งมีบริษัท สยามกลาส อินดัสทรี ผลิตขวดแก้ว  และระบบกระจายสินค้าของตนเอง

และอีกสาเหตุมาจากการที่ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป เจ้าของเครื่องดื่ม “คาราบาวแดง” ที่มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 รองจาก M-150 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้เงินกว่า 7 พันล้านบาท เพื่อนำไปขยายตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV รวมทั้งการขยายธุรกิจเพิ่มเติม โดยเราจะเห็นได้ว่ากลุ่มสินค้าเครื่องดื่มชูกำลังเป็นสินค้าที่มีคู่แข่งน้อย มีเพียงแค่ไม่กี่เจ้าที่จะสามารถแข่งขันกันได้ ต้องมาดูกันว่า  หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างคาราบาวกรุ๊ป กับ รุ่นใหญ่วัยเก่าอย่าง โอสถสภา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2434 จากร้านขายของเบ็ดเตล็ด ในชื่อ เต็กเฮงหยู โดยตระกูลโอสถานุเคราะห์ มีอายุรวมกว่า 123 ปี ใครจะเก๋ากว่ากัน

และก่อนหน้านี้ทราบมาว่า คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ หรือ “เคซี” อดีตบิ๊กบอสธนาคารไทยพาณิชย์  เข้าไปนั่งเก้าอี้ใหญ่ในบอร์ด โอสถสภา  ถือเป็นการคืนสังเวียนสินค้าอุปโภคบริโภคอีกครั้งหนึ่ง คุณกรรณิกา เคยทำงานที่ ยูนิลีเวอร์ ถีง 32 ปี  โดยตำแหน่งสุดท้าย คือ รองปรานและกรรมการอำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล จากนั้นก็ย้ายมาทำงานที่แบงก์ไทยพาณิชย์ ประมาณ 10 กว่าปี  ก่อนจะเกษียณอายุเมื่อปีที่แล้ว  ตอนที่อยู่ ไทยพาณิชย์ เธอคือคนที่ปฏิวัติวงการแบงก์ครั้งใหญ่  นำมุมด้านการตลาดและเข้าถึงใจผู้บริโภคจาก ยูนิลีเวอร์ มาใช้ในวงการแบงก์  หลังเกษียณนอกจากเป็นบอร์ดแบงก์ไทยพาณิชย์ เธอยังรับตำแหน่งในบอร์ดของ อินเด็กซ์ และ โอสถสภา โดยวิธีการง่ายๆ ก็คือเลือกครอบครัวที่น่ารัก  กรรณิกา วันนี้นอกจากเต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ด้านการตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว ยังเป็นเซียนด้านการเงินอีกด้วย  ดังนั้นเมื่อกลับคืนสู่สังเวียนสินค้าอุปโภคบริโภคอีกครั้ง กรรณิกา จึงครบเครื่องยิ่งกว่าเดิม  เราจึงควรเริ่มจับตามอง โอสถสภา ตั้งแต่รู้ว่าคุณกรรณิกาเข้าไปเป็นรองประธานบอร์ด  และยังไม่ทันไร โอสถสภา ก็ปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง ด้วยการแต่งตั้ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ คนใหม่ขึ้นมา   “คุณวรรณิภา  ภักดีบุตร

กรรณิกา

คนในแวดวงการตลาดจะรู้จักเธอคนนี้ดี เพราะเธอเป็นลูกหม้อของ ยูนิลิเวอร์ นานเกือบ 30 ปี และมีผลงานเพียบ ตำแหน่งสุดท้าย คือ รองประธานกรรมการบริหารด้านการตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคลและอาหาร  บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด  สังเกตเห็นได้ว่า ประการแรก เธอมาจาก  ยูนิลีเวอร์ เหมือนกับคุณกรรณิกา  ประการที่สอง สายงานที่เธอเชี่ยวชาญคือ สายงานเดียวกับคุณกรรณิกา  ตอนอยู่ ยูนิลีเวอร์  ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วยบุคคล และอาหาร  กลุ่มสินค้านี้น่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของ ยูนิลีเวอร์ และตรงกับสินค้าที่มีอยู่ของ โอสถสภา อย่าลืมว่าสิ่งที่ยูนิลีเวอร์ เชี่ยวชาญที่สุดคือ เรื่องการตลาด ทุกเรื่องด้านการตลาด ไม่มีใครกิน ยูนิลีเวอร์ ได้  การได้ มือดี แบบ “ตัวจริง เสียงจริง” ครั้งนี้ คงทำให้จังหวะการก้าวต่อไปของโอสถสภา น่าจับตามองยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะเรื่องการตลาด สินค้าของ โอสถสภา มีเป็นจำนวนมาก แต่ที่ทำรายได้มีไม่กี่ตัว  การโฟกัส ตัดทิ้ง และควบคุมต้นทุน น่าจะเป็นก้าวต่อไปของยักษ์ใหญ่รายนี้  เราคงจะได้เห็น เครื่องมือการเงิน ใหม่ๆ และคงจะได้เห็น โอสถสภา ในกระดานหุ้นของเมืองไทย  ทายาทรุ่นใหม่ของ โอสถานุเคราะห์ นั้นพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนแปลง  เมื่อได้ มือดี ด้านการตลาดและการเงินเข้าไปช่วย ก็เหมือนกับ ยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm