ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

สัญญาณการเพิ่มทุน

รักษ์รวย : พี่บุญมี พี่ดูนี่สิ ผมได้รับจดหมายจาก TSD แจ้งเรื่องการเพิ่มทุนด้วยละ

บุญมี : ไหนเอามาดูสิ

รักษ์รวย : นี่ไงครับพี่  ว่าแต่ทำไมผมไม่รู้เลยว่าจะมีการเพิ่มทุนจนกว่าจะรับจดหมายฉบับนี้

12591940_10205660473978874_2050794639_o

บุญมี : เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าแกไม่สนใจติดตามข่าวสารเรื่องที่เรากำลังลงทุนอยู่นะสิ

รักษ์รวย : แล้วถ้าเรายังไม่ได้ลงทุนในหุ้นตัวนั้น เราจะสามารถรู้ได้มั้ยละครับว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้จะมีการเพิ่มทุน

บุญมี : เราก็ต้องจับสัญญาณการเพิ่มทุนให้ได้

รักษ์รวย :  แล้วสัญญาณการเพิ่มทุนที่ว่านี้มันเป็นยังไงละครับ

บุญมี : สมมุติว่าพี่ไปวิเคราะห์หุ้นมา 1 ตัว  ชื่อว่าหุ้น  “ABC ” แล้วได้อัตราส่วนทางการเงินแบบนี้น่ะ

Current Ratio                    0.81 : 1

Quick  Ratio                      0.61 : 1

A/R Turnover                     1.92 รอบ

D/E Ratio                           2.2 :   1

Gross Profit Margin           62.4 %

Net Profit   Margin            5.89 %

รักษ์รวยว่าเราน่าจะใช้ข้อมูลตัวไหนมาวิเคราะห์ดีละ

รักษ์รวย : ก็น่าจะใช้ทั้งหมดนั่นแหละมั้งครับ

บุญมี :  ถ้าเราดูจากอัตราส่วนทางการเงิน เราจะเห็นว่า Current Ratio และ Quick Ratio ของหุ้น ABC นั้นต่ำกว่า 1 ซึ่งอธิบายอัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงินและอัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงินถึงแก่นได้ว่า บริษัท ABC มีสภาพคล่องที่ไม่ค่อยดี มีปัญหาทางการเงินตึงตัว

รักษ์รวย : มันก็หมายรวมถึงสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน จึงทำให้เกิดปัญหาการตึงตัวของเงินใช่มั้ยครับ

บุญมี : การที่ ABC มี Current Ratio และ Quick Ratio ต่ำ นี่ก็ถือเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่จะบอกให้คนที่อ่านงบการเงินรู้ว่า กิจการอาจต้องเพิ่มทุนในอนาคตอันใกล้นี้  ภายใต้เงื่อนไขว่า กิจการยังมีโครงการลงทุนใหม่อยู่อย่างต่อเนื่อง  แต่ถ้าไม่มีโครงการใหม่อีก ก็ต้องดูว่าผลประกอบการของกิจการจะออกมาดี หรือไม่ดี กรณีถ้าผลประกอบการออกมาดี จะช่วยให้เงินสดในสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น ทำให้อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงินทั้ง 2 ตัวนั้นก็จะดีตามไปด้วย กิจการก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน เพราะจริงๆ แล้วการเพิ่มทุนไม่ได้เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้น

รักษ์รวย : เพราะอะไรละครับ

บุญมี : เพราะถึงแม้ว่าการเพิ่มทุนจะทำให้ได้เงินเพิ่มเข้ามาในกิจการก็จริง แต่ก็ได้ทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มมากขึ้น

ทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นลดลง  กระทบกับเงินปันผลที่จะได้รับในอนาคตว่าจะต้องลดลงด้วย นี่คือข้อเสียของการเพิ่มทุน

รักษ์รวย : อ้าว แล้วแบบนี้ผมยังควรจะเพิ่มทุนมั้ยละครับ จะต้องจ่ายเงินซื้อหุ้นเพิ่มทุน แถมยังมีโอกาสได้เงินปันผลลดลงอีกแบบนี้ก็มีแต่เสียกับเสียซิ  ทำให้นึกถึงทฤษฎีที่ว่า E เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มทุนทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นลดลง ราคาหุ้นก็ต้องลดลงด้วย แบบนี้ไม่เพิ่มดีกว่า

บุญมี : ก็ใช่น่ะ…. การเพิ่มทุนทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น และทำให้ราคาหุ้นลดลงในระยะแรก หลังจากนั้นหากเงินเพิ่มทุนเอาไปลงทุนทำให้กิจการได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ รายได้จะเพิ่มขึ้นมากในอนาคต ทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นใหญ่ขึ้น ปันผลจะจ่ายได้มากขึ้น ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

รักษ์รวย : แบบนี้ก็ต้องใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควรใช่มั้ยครับ

บุญมี : ผบกระทบจากการเพิ่มทุนในระยะสั้นอาจได้รับผลกระทบในทางลบ แต่ในระยะกลางถึงยาว ถ้าเงินเพิ่มทุนถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้โครงการประสบความสำเร็จ  ก็จะเป็นผลดีต่อราคาหุ้นและงินปันผลในระยะกลางถึงยาวได้

รักษ์รวย : พี่กำลังจะบอกว่า หุ้นจะขึ้นหรือลง ก็จะขึ้นอยู่กับว่ากิจการเอาเงินไปทำอะไรด้วย ถ้าเอาเงินไปทำโครงการผูกขาดมีข้อได้เปรียบทางการตลาด กิจการมีกำไรชัวร์ๆ การเพิ่มทุนก็อาจไม่ทำให้ราคาหุ้นตก แต่กลับจะทำให้ราคาหุ้นทรงตัวและขึ้นก็ยังได้ ดังนั้นจึงควรพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

บุญมี : อัตราส่วนทางการเงินอีกตัวหนึ่งที่เราใช้เดาว่ากิจการจะมีการเพิ่มทุน นั่นก็คือ D/E Ratio ซึ่งก็บอกแล้วว่า กิจการที่จะกู้เพิ่มได้จะต้องมี D/E Ratio ที่ต่ำๆ

รักษ์รวย : ดังนั้นตามตัวอย่างที่พี่สมมุติขึ้นมามี D/E 2.2 : 1 ซึ่งอาจจะไม่สามารถกู้เงินได้ จึงจะเลือกใช้วิธีการเพิ่มทุนถูกมั้ยครับ

บุญมี : ก็ไม่แน่เสมอไป กล่าวโดยสรุป คือ สัญญาณการเพิ่มทุนก็ให้ดูว่ากิจการที่เราสนใจอยู่มีโครงการใหม่ที่กำลังจะคลอดออกมามั้ย หรือมีโครงการเก่าที่ยังทำไม่เสร็จและต้องการจะสานต่อให้เสร็จมีมั้ย และโครงการที่จะเกิดขึ้นมีความน่าสนใจและให้ประโยชน์อะไรกับกิจการ รวมถึงให้ดูปริมาณการซื้อขายหุ้นว่ามีความผิดปกติหรือเปล่า และเกณฑ์ในอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญที่เราจะให้เป็นตัวบอกสัญญาณการเพิ่มทุนนั้นก็คือ
1.  Current Ratio               1 : 1

2.  Quick  Ratio                 1 : 1

3.  D/E Ratio          ใกล้      2 :   1

ในเกณฑ์ข้อที่ 3 นี้เป็นไฟท์บังคับ คือหาก D/E สูงเกิน 2 : 1 ไปแล้ว ธนาคารก็ไม่อยากจะปล่อยกู้ให้

รักษ์รวย : แล้วถ้าอัตราส่วนมันไม่ได้ออกมาเป็นแบบที่พี่ยกตัวอย่างละ

บุญมี : คือหากเข้าเกณฑ์ ข้อ 1 และ 2 และข้อที่ 3  กิจการจะต้องเพิ่มทุนแน่นอน อีกกรณีคือ เข้าเกณฑ์ ข้อ 1 และ ข้อ 2 แต่ไม่เข้าเกณฑ์ข้อ 3  (คือมี D/E ต่ำกว่า 2 : 1 อยู่มาก)  ก็จะมาดูกันว่า กิจการมีโครงการลงทุนที่ยังทำไม่เสร็จ  แต่ไม่ได้มีโครงการใหม่ที่รอจะทำในอนาคต แต่อัตราส่วนที่ออกมาแบบนี้ เพียงเพราะผลประกอบการในช่วงนั้นอาจจะไม่ค่อยดี แต่ยังพอไปได้  แบบนี้กิจการก็จะไม่เลือกการเพิ่มทุน แต่จะเลือกการกู้เงินซะมากกว่า

รักษ์รวย : แบบนี้ก็พอจะเข้าใจได้แล้วละครับ ต้องฝึกกับหุ้นหลายๆ ตัวน่ะครับ ลองเดาลองคาดการณ์แล้วติดตามข่าวสารของกิจการนั้นๆ ดูสิว่า จะเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่

บุญมี : ดีมากๆ ขยันๆ เข้าไว้

รักษ์รวย : ขอบคุณพี่มากน่ะครับสำหรับวันนี้

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm