ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

วงจรเศรษฐกิจ

 

GDP

รักษ์รวย : เปิดหน้าหนังสือพิมพ์มาก็เจอแต่เรื่องของความเสี่ยงน่ะครับ GDP ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้  เตรียมรับมือกับสงครามการเงิน เตรียมรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และอีกหลายๆ เรื่องที่ต้องเจอไม่เว้นแต่ละวัน

บุญมี : มันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกหรือในสังคมประเทศหนึ่งๆ ที่เศรษฐกิจจะมีวงจรของมัน หรือมีรูปแบบคล้ายเป็นวงจรไม่มากก็น้อย นั่นคือมีทั้งช่วงที่ เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะปกติ หรือถดถอยลง หรือฟื้นตัวกลับขึ้นมา ก็ไม่มีอะไรมากก็วนเวียนอยู่แบบนี้แหละ

รักษ์รวย : แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนไหนเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะใดกันแน่

บุญมี : ตัวเลขหนึ่งที่เราสามารถสังเกตได้ชัดก็คือตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือ GDP ซึ่งหากเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะที่ดีหรือเติบโตตัวเล็กนี้จะอยู่ในระดับ 3 ถึง 4% ต่อปี (หรือสูงกว่านั้น) แต่เมื่อใดก็ตามที่การประกาศการเติบโตของ GDP ต่ำกว่า 3% ต่อปีก็เริ่มเป็นสัญญาณที่ไม่ดีแล้ว อย่างไรก็ตามเราก็จะไม่รอจนกระทั่งถึงปลายปีเมื่อมีการประกาศการเติบโตของ GDP แต่สามารถติดตามการประกาศการเติบโตเป็นรายไตรมาสหรือราย 3 เดือนได้ โดยปกติแล้วการเติบโตนี้ก็น่าจะอยู่ที่ระดับไตรมาสละ 1% แต่ถ้าการเติบโตของ GDP รายไตรมาสลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ไตรมาสติดต่อกันหรือมากกว่านั้นแสดงให้เห็นถึงการถดถอยของอัตราเติบโตและอาจเป็นสัญญาณที่เตือนว่า เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว

รักษ์รวย : สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้วปัจจัยที่ทำให้เกิดการถดถอยหรือการเติบโตนั้นดูเหมือนว่าจะมีไม่กี่อย่าง  ปัจจัยภายในมักจะเป็นเรื่องของการเมือง สภาพดินฟ้าอากาศซึ่งกระทบโดยตรงกับภาคเกษตรกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ภัยพิบัติ เช่นน้ำท่วมหรือเหตุการณ์คลื่นสึนามิ ใช่มั้ยครับ

บุญมี : ถูกต้อง….  และเหตุการณ์ภายนอกที่เป็นผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศไทยก็มักจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของเรา เช่น ประเทศจีน ประเทศกลุ่มยุโรป สหรัฐอเมริกา นอกนั้นก็มักเป็นเรื่องของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่มีผลกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศเรา เช่น ราคาน้ำมัน เป็นต้น

รักษ์รวย : แล้วนักลงทุนอย่างเราๆ ควรจะลงทุนอย่างไรในช่วงต่างๆ ของวงจรเศรษฐกิจ

บุญมี : ในเวลาที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงนั้นเรียกว่าการซื้อขายของต่างๆ ไม่คล่องตัว ธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้เนื่องจากกลัวหนี้เสีย สินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ เช่น หุ้นของบริษัทที่มีรายได้ไม่แน่นอนและอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจก็จะถูกขายออกมาก่อน กลุ่มบริษัทที่ได้รับผลกระทบมากๆ กลุ่มแรกมักจะเป็นสถาบันการเงินต่างๆ ตามด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แม้กระทั่งกลุ่มบริษัทที่มีฐานรายได้ค่อนข้างแน่นอนก็ยังอาจจะถูกขายออกมาได้ด้วยเช่นกันเพราะไม่มีใครแน่ใจได้ว่าเศรษฐกิจจะถดถอยต่อไปมากน้อยแค่ไหนและเป็นเวลานานเท่าใด ดังนั้นในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยค่อนข้างรุนแรงนี้จึงจำเป็นที่จะต้องลดพอร์ตการลงทุนลง

รักษ์รวย : เลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ

บุญมี : ถ้าสมมุติว่าเหตุการณ์ไม่เลวร้ายขนาดนั้นแต่เป็นการทดถอยของเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเนื่องจากความชะงักงันบางประการ เช่น เหตุการณ์ทางด้านการเมือง หรือเหตุการณ์เกี่ยวกับพิบัติภัยธรรมชาติที่ไม่รุนแรงใหญ่หลวงนัก สภาพของตลาดทุนแม้จะตกต่ำลงบ้างแต่ก็ไม่ย่ำแย่เท่ากับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานี้เราสามารถถือหุ้นที่เป็นบริษัทที่มีฐานรายได้แน่นอน เช่น บริษัทสาธารณูปโภคต่างๆ น้ำ ไฟฟ้า การเดินทาง หรือแม้แต่บริษัทค้าขายด้านอาหาร นอกจากนี้เราก็ควรจะดูด้วยว่าบริษัทที่เราลงทุนนั้นมีรายได้มาจากภายในหรือภายนอกประเทศอย่างไร เพราะแม้สภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศผิดปกติไปแต่ถ้าเศรษฐกิจภายนอกประเทศยังปกติดีอยู่ บริษัทที่มีลูกค้าเป็นลูกค้าต่างประเทศเป็นหลักก็อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนักก็เป็นได้

รักษ์รวย : หลังจากที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะถดถอยคือมีการจับจ่ายใช้สอยต่ำ มีการผลิตสร้างมูลค่าเพิ่มไม่สูงมากนักเนื่องจากว่าอุปสงค์ไม่เอื้ออำนวย และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ สักพัก เมื่อถึงเวลารัฐบาลก็มักจะต้องมีมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่างออกมา เหมือนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ใช่มั้ยครับ

บุญมี : .ใช่…. ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ก็มักจะมีเม็ดเงินไหลเวียนเป็นจำนวนมากขึ้น ซึ่งกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจหนึ่งของรัฐก็คือนโยบายการเงินโดยการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลงเพื่อดึงดูดธุรกิจต่างๆ ให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น การปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลงในสภาพการณ์แบบนี้ทำได้ไม่ยากนักเนื่องจากว่าไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้สภาพเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างผิดปกติ นอกจากนั้นรัฐบาลอาจจะใช้นโยบายการคลังคือการกำหนดภาษีเพื่อจูงใจให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น สินค้าอย่างหนึ่งที่รัฐสามารถใช้นโยบายนี้ช่วยเหลือได้มากก็คือโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับธุรกิจอื่นมากมาย การกระตุ้นให้เกิดการซื้อบ้านหมายความถึงการกระตุ้นธุรกิจรอบๆ หลายอย่างด้วยเช่น วัสดุก่อสร้าง สถาบันการเงิน ตลาดแรงงาน เป็นต้น ดังนั้นในช่วงการฟื้นตัวของวงจรเศรษฐกิจธุรกิจที่ได้ประโยชน์ค่อนข้างมากก็คือสถาบันการเงินและอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง

รักษ์รวย : ภาพที่พี่กำลังพูดมาเหมือนกับภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในตอนนี้เลยน่ะครับ หลังจากที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ สมมุติว่าสำเร็จไปได้ด้วยดีจะเป็นยังไงครับ

บุญมี : เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นไปจนกระทั่งถึงยุคที่เรียกว่าเฟื่องฟูเต็มที่การใช้จ่ายต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย สินค้าบันเทิง สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ จะขายดีและเติบโต อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างสูงอาจจะแตะระดับ 4% หรือสูงกว่า การเติบโตของ GDP อาจจะอยู่ในช่วงตัวเลข 5 – 7% ในช่วงนี้ตลาดหุ้นจะคึกคักเป็นพิเศษ ปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นจนบรรดาบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ล้วนทำกำไรได้เป็นอย่างดีและทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ปรับตัวขึ้นสูง จนเป็นที่เล่าต่อกันมาว่า เมื่อใดก็ตามที่ราคาหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นนั่นแสดงว่าเกือบจะจบรอบของวงจรเศรษฐกิจ (ที่ดี) แล้ว

รักษ์รวย : แต่ถ้าหากว่า ตลาดบ้านเราได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ  เข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมากๆ นักลงทุนรายย่อยเหล่านี้ดูเหมือนจะทำการซื้อขายรายวันด้วยจำนวนเงินมากมายกว่านักลงทุนกลุ่มอื่นทั้งหมด ทำให้เป็นการเพิ่มปริมาณเม็ดเงินของนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดเพิ่มขึ้นไปด้วย จนบางทีในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของกำไรหรือราคาหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์อาจจะไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัฏจักรเศรษฐกิจนักก็เป็นไปได้ใช่มั้ยครับ

บุญมี : ด้านการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์นั้น จะไม่ตรงกับสภาวะเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โดยปกติแล้วดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะขยับตัวก่อนหน้าเป็นช่วงเวลาประมาณ 3-6 เดือน เหตุผลที่แท้จริงของความรวดเร็วนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดแต่อาจจะเป็นเพราะมีกลุ่มบุคคลที่รู้แนวโน้มเศรษฐกิจและทำการซื้อขายปรับพอร์ตหุ้นของตัวเองไปก่อนล่วงหน้า หรืออาจจะเกิดจากความกลัว (ทั้งกลัวหุ้นจะลง และกลัวหุ้นจะขึ้น) ซึ่งก็สุดจะคาดเดาได้ดังเช่น เซอร์ ไอแซค นิวตัน เคยกล่าวไว้ว่าเขาสามารถคำนวณการเคลื่อนที่ของดวงดาวได้แต่ไม่สามารถคาดการณ์ความบ้าคลั่งของผู้คนในตลาดหลักทรัพย์ได้ นั่นเอง

รักษ์รวย : เมื่อเราทราบถึงวงรอบของเศรษฐกิจและลักษณะการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แล้ว นักลงทุนบางท่านที่ติดตามสภาพความเป็นไปของเศรษฐกิจรวมทั้งมีความสามารถในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็อาจจะถนัดในการเปลี่ยนแปลงการลงทุนไปตามสภาพเศรษฐกิจ และตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่มีธุรกิจต่างกันในช่วงเวลาของวงรอบเศรษฐกิจที่ต่างกัน อย่างไรก็ตามก็อาจจะมีนักลงทุนอีกแบบหนึ่งที่อาจจะไม่ชอบติดตามความเปลี่ยนแปลงมากนัก และเป็นนักลงทุนระยะยาวมากก็อาจจะเลือกหุ้นของบริษัทที่เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวและถือหุ้นเหล่านั้นข้าม (หลาย) รอบเศรษฐกิจไปเลยจนในที่สุดก็สามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ (ตัวอย่างของนักลงทุนแบบนี้ก็เช่น วอเรน บัฟเฟตต์) ก็ถือว่าเป็นรูปแบบหรือสไตล์การลงทุนอีกแบบหนึ่งที่ขึ้นกับความถนัดของนักลงทุนแต่ละท่าน

บุญมี : แล้วรักษ์รวยละรู้รูปแบบการลงทุนของตัวเองที่แน่นอนหรือเปล่า บางครั้งการที่ไม่ทราบนิสัยใจคอของตัวเองหรือการเปลี่ยนไปมาโดยไม่ทราบที่มาที่ไปอย่างแท้จริงก็ทำให้เสียโอกาสหรือเกิดการขาดทุนได้นะครับ

รักษ์รวย : ขอบคุณครับพี่

ข้อมูลจาก http://muegao.blogspot.com/

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm