ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

สงครามยังไม่จบ ห้ามนับศพทหาร (เจ๊งหุ้นแล้วหรือ)

หาสุขในทุกข์ หรือความเสียหายนำมาซึ่งความฉลาด หรือจะคำพูดที่ว่า วิกฤตเป็นโอกาส ไม่ว่าจะคำพูดแบบไหนก็ยากที่จะให้คนที่เจ๊งหุ้นเข้าใจและทำใจได้ว่าหุ้นตกได้ มันก็ขึ้นได้

ผมยังจำตอนก่อนปี 2535 หุ้นขึ้นไปที่ 1,800 จุด และหลังจากนั้นเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียหุ้นก็ตกลงมาที่ 1,000 ต้นๆ พอปี 40 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง หุ้นตกลงมาเหลือ 300 จุด มีบริษัทมหาชนจำนวนมากมีมูลค่าเหลือศูนย์ แล้วต้องถูกไล่ออกจากตลาดไป

SCB จากหลายร้อยบาทมาเหลือ 6 บาท BBL ลงมา 12 บาท ธนชาติลงมาเหลือ 2 บาท เอกธนกิจที่เป็นหุ้นเงินทุนหลักทรัพย์ที่เรียกว่าแข็งปึ๊ก ราคาหลายร้อยบาท ตกลงมาหลักสิบ และสุดท้ายเหลือศูนย์

เกิดเหตุการณ์การฆ่าตัวตาย การหมดเนื้อหมดตัว ที่คนดังที่กล้าออกมาบอกอย่างไม่อายใครและให้กำลังใจกับคนเจ๊งหุ้นทุกคนให้สู้ชีวิต โดยดูแกเป็นตัวอย่าง ว่าการจะมายืนขายแซนด์วิชก็เป็นอะไรที่ไม่เห็นจะมีอะไรแปลก ถ้ามันเป็นอาชีพสุจริต

มาวันนี้หุ้นตกจาก 1,500 จุด ลงมาเหลือ 1,200 ปลายๆ หลายคนบ่น หลายคนโอดครวญไปในทำนองที่ว่า การเจ๊งหุ้นของตัวเอง 15 – 50% เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เป็นเรื่องที่กูไม่น่าเลย ไม่น่าที่จะไปแตะต้องกับหุ้นเลย ระยำจริงๆ

ย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์ปี 2541 – 42 มีคนซื้อ SCB และ KBANK ที่ 30 – 40 บาท เพราะเห็นว่าราคาร่วงมาจากหลักหลายร้อยบาท เป็นอะไรที่ว่ากูโคตรของโคตรดวงดี ทำไมกูดวงดีขนาดนี้ แต่อาการดีใจ ก็อยู่ได้ไม่นาน หุ้น SCB และ KBANK ร่วงต่อ ร่วงต่ำกว่า 10 บาท อยากให้นักเรียนลองนึกเล่นๆ ว่า ทุน 30 บาท ตกลงมาเหลือ 6 บาท เจ๊งไป 24 บาทต่อหุ้น เจ๊งไปเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับตอนนี้ที่นักเรียนเจ๊งหุ้น)

ในตอนนั้นคนที่บอกว่ากูโคตรดวงดี และต่อมา SCB และ KBANK ต่ำกว่า 10 บาท ก็บ่นในใจว่า กูไม่น่าเลย บางคนถึงกับครอบครัวแตก เมียไปมีแฟนใหม่ สาเหตุเป็นเพราะเมียเตือนแล้วว่า เธออย่าช้อน เธออย่าช้อน แต่ผัวไม่เชื่อบอกว่า นี่คือโอกาสและเป็นจังหวะที่จะลงทุน แล้วกลายเป็นคนรวย

จากวันนั้นปี 2541 – 42 เหตุการณ์นั้นผ่านมา 16 ปี ราคาปิด SCB และ KBANK 114 บาท และ 154 บาท (ปิด 15/1/59) ตามลำดับ ไม่นับรวมเงินปันผลที่ถ้าถือหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้แล้วได้รับเข้ากระเป๋าไปแล้วตลอด 16 ปีที่ผ่านมา

ธนชาติ หรือ TCAP อีกตัว ตอนนั้นไม่ถึง 3 บาท ปิด 15/1/59 37.75 บาท

ยังมีตัวอย่างอีกเยอะเลย ที่คนเจ๊งหุ้นในวันนั้น ปี 2541 – 42 ตอน SET อยู่ที่ 300 จุด ไม่อยากจะนึกถึงอนาคตว่า หุ้นของตัวเองจะดีดกลับไปที่ราคาเดิมได้ ในตอนนั้นมองไม่ออกจริงๆ แต่มาวันนี้คนที่ซื้อ SCB และ KBANK ที่ 30 บาท แล้วมันตกลงมา 6 บาท และถือต่อมาถึงวันนี้กลายเป็นคนรวยเละ

รวยเละตอนตลาดหุ้นตกจาก 1,500 จุด มาที่ 1,200 จุด ที่นักลงทุนหน้าใหม่ อายุไม่มาก ขาดประสบการณ์ในการลงทุน ไม่เข้าใจ และไม่มีความคิดอยู่ในหัวเลยว่า การจะเจ๊งหุ้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราขายทิ้ง ตราบใดที่เรายังไม่ขายและหุ้นที่เราถืออยู่เป็นหุ้นดีและมีอนาคต เราก็ไม่ต้องกลัว กลับจะไปพิจารณาว่า จะไปหาเงินมาเพิ่มจากที่ไหนดี เพื่อจะซื้อหุ้นที่ดีและมีอนาคตในราคาที่ถูกแสนถูก

ราคาที่ถูกแสนถูก มันหมายความว่าตอนที่ซื้อเมื่อในอดีต กูก็ว่ามันถูกแล้ว กูวิเคราะห์มาอย่างดีแล้ว ตอนนี้มันถูกกว่าเดิมอีก พาให้เราเจ๊ง แต่ ณ ขณะที่เราเจ๊งตัวเลข และเราเอาหุ้นตัวที่เจ๊งมาวิเคราะห์ เราก็ยังเห็นว่ามันเป็นหุ้นดีและมีอนาคต งานนี้การซื้อเพิ่มต้องเกิดขึ้น แต่จะเมื่อไรอีกเรื่องนึง

วันนี้เขียนเล่าย้อนไปในอดีตเมื่อเกือบ 20 ปี ลำดับเรื่องราวให้นักเรียนเห็นว่า ประวัติศาสตร์เคยเกิดขึ้นอย่างไร เพื่อให้นักเรียนพิจารณา ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอดีตหรือเปล่า

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีบัญญัติกฎการลงทุน มี 3 ข้อ ที่สามารถให้กำลังใจนักเรียนได้คือ

(1) เมื่อหุ้นตก ผมจะดีใจว่าได้มีโอกาสซื้อของถูก แม้พอร์ตหุ้นผมจะเจ๊งขนาดไหนก็ตาม วันนี้นักเรียนดีใจ?

(2) ถ้าถือหุ้นเกิน 10 ปีไม่ได้ ก็ไม่ควรเล่นหุ้น นักเรียนถือได้นาน?

(3) จงเชื่อมั่นในอเมริกา ว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะเติบโตไปเรื่อยๆ ข้อนี้เอามาเปลี่ยนเป็นว่า จงเชื่อมั่นในประเทศไทยว่า นับจากนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตไปเรื่อยๆ ไทยจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าในโซนเอเชีย และเกิดการลงทุนมหาศาล เชื่อมทุกประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว โดยระยะเวลาที่จะเติบโตมีเวลานับจากนี้อีกเป็น 10 ปี

ถ้านักเรียนเชื่อมั่นประเทศไทย ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม ถ้าหุ้นที่นักเรียนถือเป็นหุ้นดีและมีอนาคต การเจ๊งไม่เกิน 30% หรืออาจใกล้ 50% ก็ไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะยังไงมันก็กลับมา อย่าลืมหาเงินมาซื้อเพิ่มก็แล้วกัน โดยดูจุดที่ต่ำสุดให้ดีๆ ซึ่งยังไม่ใช่ตอนนี้ ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบ

แต่ถ้าหุ้นที่นักเรียนถือไว้เป็นหุ้นไม่ดีเลย ไม่มีอนาคต ซื้อมาเพราะตามๆ เขาซื้อ และการซื้อมีเหตุผลข้อเดียวคือ เขาบอกว่าจะกำไร แบบนี้ถือว่า นักเรียนมีงานเข้าแล้ว

นักเรียนต้องรีบเอาหุ้นที่เจ๊งมาวิเคราะห์ด่วน ตรวจทุกรายละเอียดว่า ไม่ดีจริงล้านเปอร์เซ็นต์หรือเปล่า ถ้าไม่ดีจริง นักเรียนต้องปรับพอร์ตการลงทุนด่วน เพราะการขึ้นของหุ้นรอบใหม่ หุ้นไม่ดี ไม่มีอนาคต ราคาไม่จำเป็นต้องขึ้น

SET กลับไปที่ 1,500 แล้ว แต่นักเรียนยังเจ๊งเละ ดังนั้นการปรับพอร์ตแล้วตัดใจขาดทุน เพื่อเปลี่ยนตัวเล่นเป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ

นักเรียนคนไหนปรับพอร์ตไม่เป็นบ้าง จันทร์หน้าผมจะเขียนสอนครับ

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm