หัวหน้า รปภ-01

“..วันนี้คุณได้ทำหน้าที่หรือยัง..” (29/12/57)

“..วันนี้คุณได้ทำหน้าที่หรือยัง..”           (29/12/57)

ใกล้วันส่งท้ายปีเก่า (29-12-57) จะต้อนรับปีใหม่ อีกไม่กี่วันข้างหน้า หลายคนต่างตื่นเต้นที่ถึงวันหยุดยาวพักผ่อนเพื่อเดินทางกลับบ้าน เพื่อพักผ่อน เฉลิมฉลอง เค้าท์ดาวน์นับถอยหลังเพื่อเริ่มต้นปีใหม่กันอีกครั้ง

วันนี้โรงเรียนเงียบผิดปกติ เพราะเจ้าหน้าที่หลายคน ก็หยุดพัก นักเรียนกลับบ้าน คงมีเพียงแต่ครูใหญ่ ครูน้อย และลุงเพียร ภารโรงคนขยันของโรงเรียน เท่านั้น ที่ยังคงทำหน้าที่เหมือนทุกวัน ผมสอบถามครูใหญ่ว่าเหตุใดโรงเรียนของเราจึงไม่หยุดละครับ (ในใจผมหวังลึกๆว่าจะได้หยุดยาวกับเขาไปด้วย เพราะผมเป็นอีกคนที่อยากจะเฉลิมฉลองเหมือนคนอื่นๆ ฮ่าๆ) ครูใหญ่ตอบว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็นเหมือนห้องสมุดเพื่อการทำหน้าที่ของชีวิต (ในสัมมาอาชีพ) เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนทุกคนสามารถทำหน้าที่ในสัมมาอาชีพของเขาได้ง่ายขึ้น ในเมื่อชีวิตของนักเรียนทุกคนคงดำเนินอยู่ตลอดเวลา ห้องสมุดแห่งนี้ก็ไม่ควรหยุด ยามเห็นข่าวเมื่อเช้าที่มีรถชน รถคว่ำ ไฟไหม้ มีเครื่องบินดิ่งทะเล นั่นมั๊ย มีคนหลายคนไม่เคยคาดคิดว่าวันที่ตัวเองต้องลาจากโลกนี้ไปจะมาถึงเร็วขนาดนั้น หลายคนตายไปโดยไม่ทันเตรียมตัวเพื่อจะตาย การตายแบบนั้นจิตใจจะไม่มีวันสงบสุขเพราะยังไม่ได้ทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง ยังไมได้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในทุกๆวัน หรือเรียกว่า “ตายโหง”
วันพรุ่งนี้ไม่รู้ครูใหญ่จะมีโอกาสได้เขียนถึงนักเรียนมัย ครูรู้สึกว่าเวลาของครูใกล้เข้ามาทุกเวลาที่หายใจเข้า-ออก เหมือนความตายคืบคลานมาจ่ออยู่ที่ลูกกระเดือก ผมมีความสุขกับการทำหน้าที่เป็นเพื่อนของนักเรียนทุกคนที่โรงเรียนนี้เพื่อการทำหน้าที่ประกอบสัมมาอาชีพ (การเล่นหุ้นที่เก่งและเป็นคนรวย)ที่ดีขึ้นหากผมต้องตายจากโลกนี้ไปผมจะจากไปอย่างสงบ ในขณะที่นักเรียนจะกลายเป็นนักตกปลาที่เก่ง และเมตตาสอนคนอื่นๆต่อไป

การสนทนากับครูใหญ่ทำให้ผมสลด ขนหลังลุกซู่ รู้สึกถึงความตายกำลังกระซิบเบาๆที่ข้างใบหูตัวเอง ว่าเราจะต้องพบกันในไม่ช้า ผมยังไม่อยากตาย แต่ผมไม่รู้ว่าผมจะต้องทำอะไรกับชีวิตบ้าง วันๆผมรู้แต่ว่าต้องมาเข้าเวรให้ตรงเวลา ต้องทำหน้าที่เดินสำรวจตรวจตราเรื่องความปลอดภัยโรงเรียนให้ดีที่สุด และตอนสิ้นเดือนมีหน้าที่รับเงินเดือนทั้งเดือนส่งมอบให้เมีย (ห้ามขาดห้ามเกิน .. หากผิดพลาดอาจมีอันตรายถึงตาย ..ฮ่าๆ) แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าชีวิตผมต้องมีหน้าทำอะไรบ้างถึงจะไม่ต้อง “ตายโหง”

ก่อนที่ครูใหญ่จะเดินเข้าไปในอาคาร ผมรีบดึงแขนครูใหญ่พร้อมกับยิงคำถามโง่ๆของผมออกไปว่า ครูครับ ขอถามครูอีกสักคำเถอะครับ ผมกลัวจะตายโหงเพราะผมยังรู้สึกไม่อยากตาย ทำยังไงถึงไม่ต้องตายโหงละครับ

ถ้ายามไม่อยากตายโหง ให้ลองตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองดูว่ายามได้ทำไปกี่ข้อแล้ว

1) ได้ทำหน้าที่ต่อชีวิตและร่างกายนี้สมบูรณ์หรือยัง
คำว่าทำหน้าที่ต่อชีวิตและร่างกายนี้มีความหมายว่าได้ทำหน้าที่ดังต่อไปนี้สมบูรณ์หรือยัง

1.1) ทำหน้าที่ต่อสุขภาพพลานามัยร่างกายสมบูรณ์หรือยัง
นี้หมายความว่า ยาม ทำหน้าที่ต่อการ กิน การนอนพักผ่อน การออกกำลังกาย การรักษาตัวเองจากโรคภัยไข้เจ็บ การจัดให้ตัวเองมีที่อยู่อาศัยพอประมาณ เหล่านี้ได้ถูกต้องสมบูรณ์หรือยัง เช่นว่า เมื่อถึงเวลากินยาได้จัดให้ตัวเองกินข้าวตรงเวลามั๊ย มีประโยชน์มั๊ย หรือสาดเบียร์เข้าท้องทุกวัน อย่านี้เป็นต้น อย่างว่า ถึงตอนเจ็บไข้ได้ป่วย ได้จัดให้ตัวเองเข้ารับการรักษาพยาบาลตามสมควรมั๊ย อย่างนี้เป็นต้น อย่างว่า ที่หลับที่นอนพักอาศัย ได้จัดให้ตัวเองได้อยู่ในสถานที่ถูกสุขลักษณะตามสมควรมั๊ย ซึ่งสถานที่ที่ว่าไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง เช่น ยามอาจจะอาศัยนอนที่ศาลาวัดก็ได้ แต่มีสภาพแวดล้อมที่ดี อย่างนี้เป็นต้น หากยามได้จัดให้มีพอเหมาะตามสมควร ก็ถือว่าได้ว่ายามได้ทำหน้าที่ต่อพลานามัยสมบูรณ์แล้ว

1.2) ทำหน้าที่ต่อสัมมาอาชีพของตัวเองได้สมบูรณ์หรือยัง
หมายความว่า ยามได้ทำหน้าที่ของ ยาม (รักษาความปลอดภัย) ที่ต้องทำในทุกๆวัน ได้ดีได้สมบูรณ์หรือยัง เช่นว่า ยามมาทำงานตรงเวลามั๊ย แอบหลับยามในเวลางานมั๊ย ( พออาจารย์พูดถึงตรงนี้ผมสะดุ้งเฮือก คิดในใจว่าครูใหญ่รู้ได้ไงฟะ! ) ถ้ายามทำสิ่งเหล่านี้ที่ต้องทำในหน้าที่ของอาชีพได้สมบูรณ์แสดงว่ายามได้ทำหน้าที่ต่อสัมมาอาชีพสมบูรณ์แล้ว

1.3) ทำหน้าที่ต่อบุคคลที่ต้องอุปการะได้สมบูรณ์หรือยัง
คำว่าทำหน้าที่ต่อบุคคลที่ต้องอุปการะนี้คือ การทำหน้าที่อุปการะต่อคนเหล่านี้นะยามคือ

ก. พ่อแม่ และบุตร

– การทำหน้าที่ต่อพ่อแม่ หมายความว่ายามได้ทำหน้าที่ลูกที่ต้องทำต่อพ่อแม่ เช่น เลี้ยงดูอุปการะท่านเท่าที่เราทำได้ ทำกิจบางย่างแทนในโอกาสที่เราทำได้ ไม่ทำตัวเกเรชั่วช้าทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจอย่างนี้เป็นต้น

– การทำหน้าที่ต่อลูกของเรา หมายความว่า ยามมีหน้าที่สอนให้เขาพึ่งพาตัวเอง ประกอบสัมมาอาชีพได้ด้วยตัวเอง เด็กมีภูมิคุ้มกันต่อความชั่วน้อยยามต้องสอนลูกว่าทำยังไงไม่เป็นคนเลว สนับสนุนส่งเสริมช่วยเหลือกำลังทรัพย์เพื่อการประกอบสัมมาอาชีพเท่าที่จำเป็น พูดง่ายๆก็คือ ฝึกให้ลูกพึ่งพาตัวเองให้เป็นเร็วที่สุด เหมือนแม่ไก่ฝึกลูกไก่นั่นแหละยาม มีหนังฝรั่งเรื่องหนึ่ง เล่าว่า พรานของเผ่าๆหนึ่ง เขาพาลูกชายออกล่าสัตว์ด้วยตั้งแต่ลูกของเขายังไม่ฝึกเดินเลย กว่าลูกชายเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่เขาก็ล่าสัตว์เป็นแล้ว นั่นแสดงว่าพรานของเผ่าๆแม้จะเป็นเรื่องของคนป่า แต่เขารู้หน้าที่ของพ่ออย่างดี และได้ทำหน้าที่ดีมาก ผิดกับผู้คนในเมืองโดยเฉพาะคนร่ำรวยมีเงินทองมากๆ กลับไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง คือแทนที่จะสอนให้ลูกพึ่งพาตัวเองแต่กลับสอนให้ลูกพึ่งแต่พ่อแม่ ยามจะเห็นว่า พอลูกๆของคนเหล่านี้มีปัญหากับชีวิตมันเมื่อไหร่ มันจะเรียกหาพ่อแม่ทุกครั้งไป เราจะเห็นตัวอย่างได้จากหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อที่ไอ้ลูกคนใหญ่คนโต มันมักจะถามคนทั่วๆไปว่า รู้จักพ่อมันหรือเปล่า อะไรทำนองนี้นะ…อย่างนี้มันเป็นเวรกรรมของคนเป็นพ่อแม่ที่ไม่สอนลูกให้พึ่งตัวเองไม่ใช่ไปโทษลูก ต้องโทษพ่อมัน…ยามเข้าใจมั๊ย !

– ผมรีบผงกหัวรับหงึกๆ เข้าใจครับครูใหญ่

ข. ครูบาอาจารย์

– หากยามมีครูบาอาจารย์ ต้องปฏิบัติต่อครูให้ถูกต้อง ว่าแต่ว่ายามมีครูมั๊ย! มีครับหลายคนครับ ตั้งแต่ชั้นประถมแล้วครับครูใหญ่ อืม… ดี .. แต่ยามอย่าลืมครูคนแรกในชีวิตของคนเรานั่นคือพ่อแม่ ที่สอนให้เราทำหน้าที่ของตัวเราเองได้ดีทุกวันนี้เพราะพ่อกับแม่เป็นครูคนแรกนะ

– การทำหน้าที่ต่อครูนั่นคือ ปรนนิบัติด้วยความเคารพ ครูหลายคนมีอายุแล้ว ดังนั้น การทำหน้าที่กับพลานามัยร่างกายของตัวครูเองก็อาจเป็นไปด้วยความยากลำบาก ในฐานะที่ครูเป็นผู้มีพระคุณต่อเรา เราควรต้องตอบแทนด้วยการปรณนิบัติต่อท่านด้วยการให้ความช่วยเหลือในเรื่องเท่าที่เราจะพึงทำได้ เช่นว่า ไปเยี่ยมท่านบ้าง ดูแลท่านยามเจ็บไข้ได้ป่วย ช่วยกิจของท่านเท่าที่เราจะช่วยได้

– เข้าไปหาเพื่อศึกษาความรู้ขอคำแนะนำเพื่อการเรียนรู้เหมือนที่คำโบราณว่า อายครูไม่รู้วิชา อายภริยาไม่มีลูก ยามเคยได้ยินมั๊ย เพราะฉะนั้น หากยามตั้งใจจะศึกษาจากครูจริงๆต้องเป็นฝ่ายเข้าหาครู เพราะครูอาจมีธุระปะปังมากมาย และมีลูกศิษย์ที่ต้องสอนหลายคน หากเราไม่เข้าหาก็หมดโอกาสที่จะได้รู้ในสิ่งที่อาจารย์จะสอน

– ตั้งใจที่จะสดับรับฟังและเรียนรู้ในสิ่งที่ครูเขาสอนอย่างจริงใจ ไม่ใช่ทำตัวไร้สาระไปวันๆ ฟังครูพูดทุกวันแต่เป็นเรื่องฟังหูซ้ายทะลุหูขวาเหมือนสีซอให้ควายฟัง….ไม่นำไปตรึกตรอง ศึกษา ทดลองลงมือทำ เพื่อให้ได้รู้ว่ามันผิดหรือถูก มันได้รับผลยังไงในสิ่งที่สอนไป ถ้าไม่ใส่ใจต่อให้เรียนไปทั้งชาติก็อาจไม่มีวันเข้าใจในสิ่งที่ครูสอน

– สิ่งที่ครูสอนเป็นเรื่องที่ครูรู้และเข้าใจจนถึงจิตวิญญาณ ครูถึงได้ใช้สิ่งที่ครูรู้ได้อย่างช่ำชองเสมือนมันเป็นแขนขาหรือส่วนหนึ่งของชีวิตครู ยามรู้มั๊ยว่า กว่าที่ครูจะรู้ในสิ่งที่นำมาสอนนี้ไม่ใช่ว่าสิ่งๆนี้จะเกิดมีขึ้นได้ง่ายๆ มันผ่านการเรียนรู้ถูกผิดในชีวิตของครูมาอย่างโชกโชนแล้วเช่นกัน ก่อนจะทำได้ครูก็เคยทำแล้วเจ๊ง ทำแล้วผิดพลาด ครูได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดล้มเหลวของครูเองจนถึงที่สุด เรียกว่าครูเรียนรู้ความผิดพลาดล้มเหลวของตัวเองจนไม่มีที่ว่างของความผิดพลาดอีกต่อไปแล้ว …. หลังจากนั้นความสำเร็จต่อการเรียนรู้ของครูจึงเริ่มเกิดขึ้น จนกลายมาเป็นศาสตร์และศิลปะ ที่นำมาสอนลูกศิษย์ทั้งหลายวันนี้ ดังนั้น เวลาที่ครูสอนขอให้ยามทำจิตใจให้ว่างจากอคติ อย่าด่วนสรุปว่าจริง หรือไม่จริง เชื่อหรือไม่เชื่อ หรือไม่ชอบวิชาที่ครูสอนเพราะไม่ชอบขี้หน้าครูอย่างนี้ ขอให้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณา หรือที่เรียกว่า เรียนอย่างมีสติ โดยใช้หลักกาลามสูตร นั่นเอง หากทำได้อย่างนี้จะทำให้การเรียนรู้จากครูนั่นมีประโยชน์จริงๆ

– สิ่งที่ผมพูดไปนี้ยามทำได้มั๊ย ……… ครูใหญ่มองหน้าผม ในขณะที่ผมทำหน้าเศร้า เพราะที่ครูใหญ่พูดมาทั้งหมดแทบทุกข้อผมสอบตกกราวรูดเลย …..แล้วผมจะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ยังไง

ค. สามีภริยา

– ยามมีเมียกี่คน ละยาม อะ ! ครูใหญ่จะเล่นผมซะแล่ว ก็มีคนเดียวนะซิครู อีแหวว ที่มาหวัดดีครูใหญ่เมื่อวันก่อนไงครับ อืม ดีแล้ว ยามมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อเมียด้วยเหมือนกัน ยามได้ปฏิบัติต่อเมียยังไงบ้างลองเล่าให้ผมฟังซิ

– ไม่รู้ว่ามันจะเป็นหน้าที่หรือเปล่าอะซิครูใหญ่ …. อะไรบ้างละลองเล่าให้ผมฟังบ้างซิผมอยากฟัง ครูใหญ่ว่า ก็เช่น อยู่ที่บ้านมันต้องเป็น ผบ.ทบ. ห้ามขึ้นเสียง ห้ามพูด ห้ามออกความเห็น ทุกอย่างที่มันพูดถูกหมด ถ้ามันทำอะไรผิดมันบอกว่ามันออกกฎนิรโทษตัวเองได้ แต่ถ้าผมทำอะไรผิด แม้เป็นเรื่องอดีตมันสามารถออกกฎลงโทษย้อนหลังได้ เวลาอยู่บ้านผมต้องเรียกคำนำหน้าชื่อมันว่าที่รักทุกครั้ง แม้ว่าผมอยากจะอ๊วกก็ต้องเรียกไม่งั้นตาย หากวันดีคืนดีผมเผลอละเมอเป็นชื่อผู้หญิงขึ้นมาละก็เตรียมตัวเข้าโรงบาลได้เลย ….. และวันไหนที่ผมมีธุระไปต่างจังหวัดทั้งๆที่ไม่ได้ไปเที่ยว แล้วไม่มีของฝากนะครับ ครูเอ้ย… ผมต้องนอนหน้าบ้านไม่ต่ำกว่าอาทิตย์อะครับ… อย่างนี้เขาเรียกว่าการทำหน้าที่มัยครับ

– ครูใหญ่ทำตาปริบๆพร้อมกับอมยิ้มที่มุมปากอย่าง แล้วบอกผมว่า เอ่อ..คือว่า…ครูว่ามันก็ใช้ได้นะยาม….

ง. เพื่อน

– กับเพื่อนควรปฏิบัติตัวยังไงยามรู้มั๊ย ผมตอบทันทีว่าไม่รู้ครับผมมีเพื่อนอยู่คนเดียว วันๆผมได้แต่ชวนมันกินเหล้าขาว แล้วก็ปรับทุกข์เรื่องเมียครับจาน….

– เพื่อนที่ดี ที่ควรคบ และยามควรปฏิบัติกับเพื่อนดังนี้

  1. มีเมตตาเผื่อแผ่และแบ่งปันต่อกัน
  2. พูดจาดีมีน้ำใจ
  3. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
  4. รู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข
  5. ซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน
  6. เมื่อเพื่อนประมาทช่วยตักเตือนเพื่อน
  7. เมื่อเพื่อนประมาทช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน
  8. ไม่ละทิ้งยามทุกข์
  9. นับถือตลอดญาติมิตรของเพื่อน

– เพื่อนของยามมีกี่อย่างละยาม ………… โฮ้! ครู ทำมัยมันเยอะนักละครับ ผมไม่รู้ว่ามันมีกี่อย่าง ผมรู้แต่ว่า ตอนที่ผมมากรุงเทพใหม่ๆไม่มีตังค์ มันยอมแบ่งมาม่าครึ่งซองให้ผมกินด้วยหลายวัน กว่าเงินวีคจะออก ตอนมาเป็นยามใหม่ๆ ผมไม่มีชุดยาม ก็ได้อาศัยยืมมันอ่ะครับ คือมันใส่ตอนเช้า ผมใส่ตอนเย็นพอตกดึกๆ ไม่มีคนอยู่ผมถึงได้เอาชุดยามไปซัก แล้วเอามาใส่อีกทีก่อนสว่าง ผมทำอย่างนี้อยู่จนกระทั่งเงินออกงวดแรกครับครู … และแม้ว่ามันพูดครับพูดผมไม่เป็น มีแต่คำว่ากู..กับ มึง ก็จริง แต่ผมก็พูดกับมันแบบนี้มาตั้งแต่ตอนอยู่บ้านนอกแล้ว ผมก็มีแต่มันนี่แหละที่กล้าด่าผมเวลาผมทำตัวเหี้ยๆ ผมจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมหนีงานเป็นยามไปทำรับเหมาพวกก่อสร้างเล็กๆ แล้วเจ๊ง … เจ้าหนี้เอาคนมารุมตื๊บผม เกือบตาย ก็ได้ไอ้อ๊อดๆนี่แหละครับ มันใจดีเอาเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ให้ผมโดยโกหกว่ามันถูกหวย แต่ผมมารู้ทีหลังว่ามันยอมขายรถกระบะที่มันรักที่สุดไปเพื่อเอาเงินมาจ่ายหนี้ผม ทั้งๆที่ผมไม่เคยช่วยอะไรมันเลย ผมงี้… จำใส่กะโหลกผมเลยว่าชั่วชีวิตนี้ผมจะไม่มีวันลืมบุญคุณมันเลย ….. เพราะผมรอดตายมาได้เพราะได้อ๊อดๆ เพื่อผมนี่หละครับครู

– อืม … เพื่อนยามที่ชื่อ อ๊อดๆ นี่อยู่ไหนละตอนนี้ แนะนำให้ครูรู้จักได้มั๊ย …. ทำไมครับครู …. คือว่าครูจะขอเป็นเพื่อนด้วยอีกคนนะ …ได้มั๊ย (อุ้ย! ) ครูล้อเล่นนะ

จ. นักบวช หรือ ผู้รู้ทางธรรม

– ข้อนี้หมายความว่า หากยามจะทำหน้าที่ทางจิตวิญาณให้สมบูรณ์ได้ยามต้องพึ่งผู้รู้ทางธรรม เมื่อยามต้องพึ่งผู้รู้ทางธรรม ๆ หรือพระ หรือนักบวช ก็อยู่ในฐานะผู้มีพระคุณกับตัวของยามนั่นเอง ยามจึงควรปฏิบัติต่อผู้รู้เหล่านั้นอย่างมีเมตตา ไม่ว่าจะเป็นการพูด การคิด และการตอนรับ ตลอดจนการอุปถัมภ์ ด้วยปัจจัยทั้งหลายเท่าที่จำเป็น

– แต่ครูครับ ผมไม่เคยไปวัดเลย ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยถวายอะไรเลย อย่างนี้ถือว่าผมไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้รู้อย่างเต็มหน้าที่ใช่มั๊ยครับ

– การปฏิบัติด้วยการคิด,พูด ด้วยเมตตาก็ถือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่มีพระอยู่ในใจแล้ว เพราะยามได้ปฏิบัติอย่างพระปฏิบัตินั่นเอง ดังนั้นการปฏิบัติที่ดีที่สุดคือปฏิบัติด้วยตัวเองกับตัวเอง ก็ถือได้ว่ามีพระอยู่กับใจแล้ว ตลอดเวลา

– ผม….. ฟังอย่างงงๆ ว่ามันจะเป็นการมีพระอยู่ได้ยังไงน้า ครู ก็ในเมื่อเราไม่ได้ทำกับพระ แล้วมันจะเหมือนกันตรงไหน แต่ก็ไม่ได้พูดออกไปกลัวครูใหญ่จะเห็นว่าผมโง่ฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ จึงผงกหัวหงึกๆทำท่าว่าเข้าใจ เพื่อให้ครูใหญ่อธิบายเรื่องอื่นต่อไป

ฉ. ลูกจ้างนายจ้าง

– ข้อนี้สำหรับยาม คือการปฏิบัติต่อนายจ้าง …. ยามลองสำรวจดูซิว่ายามทำได้ครบมั๊ย

  1. ทำหน้าที่การงานของตัวเองโดยไม่ต้องรอให้นายสั่ง เวลามาเข้างานก็อย่าได้มาสาย และแอบกลับบ้านก่อนเวลา ตั้งใจทำงานเต็มเวลา อันนี้ยามทำอยู่ทุกวันใช่มั๊ย …… ผมทำหน้าเอ๋อเหรอ แล้วพูดว่า …เอ่อ!
  2. ยังไม่ทันพูดเป็นประโยคครูใหญ่พูดต่อไปอีกว่า เรามีสิทธิได้รับเงินเดือน หรือค่าจ้างยังไงก็ควรรับเท่านั้น ไม่ควรเอาเปรียบนายจ้าง โดยการทุจริต ไม่ว่า จะเป็นทรัพย์สินเงินทอง หรือเวลา เช่น การหลับยาม เป็นต้น ……..อุ้ย! (ผมนิสะดุ้งโหยงไม่คิดว่าครูใหญ่จะยิงมัดตรงเข้าที่ปากครึ่งจมูกครึ่ง …ทำเอาผมหน้าชาไปเลย … แต่ผมยังหน้าด้านทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้ฟังครูเล่าต่อไป)
  3. วันก่อนงานที่ครูสั่งให้ยามไปหารายชื่อนักเรียนที่แอบปีนหลังโรงเรียนไปมั่วสุมกันที่หลังตลาดยามทำเสร็จหรือยัง…อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้ได้ดีและต้องดียิ่งขึ้นกว่าทุกครั้ง …. ผมฟังเสร็จก็จุกที่หน้าอก เพราะรายชื่อที่ครูใหญ่ต้องการนะอยู่ที่ผมทั้งหมด แต่ว่านักเรียนหลังห้องเหล่านั้นนะขู่ผมว่าอย่าบอกครูใหญ่เชียวนะ เพราะว่าถ้าขืนผมบอกครูใหญ่ เขาจะเอาเรื่องที่ผมเปิดหนังโป้ดูตอนเข้าเวรนะมาฟ้องครูใหญ่ให้ไล่ผมออก ….. ซวยจริงๆผม
  4. ครูใหญ่พูดต่อไปอีกเหมือนไม่ได้สนใจอาการเหงื่อแตกพล่านของผม …… ยามจำเอาไว้ว่าถ้านายจ้างของยามเสียหาย ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง ผู้คนเขาก็จะเกลียดยามไปด้วย เสมือนปลาเน่าตัวเดียวก็เหม็นทั้งข้อง ดังนั้น ไม่ควรติฉินนินทานายตัวเองลับหลัง ตรงกันข้ามหากนายเขามีข้อดีใดๆก็ควรจะได้เผยแพร่ทั่วไป ……. ผมไม่กล้าจะแสดงความเห็นอะไรอีกนอกจากคำว่า….ครับครู

1.4) ทำหน้าที่ต่อสังคมได้สมบูรณ์หรือยัง

– ข้อนี้หมายความว่าเราอาศัยอยู่ที่ใดที่มีผู้คนมากกว่าหนึ่งคนที่นั่นก็เป็นสังคมๆหนึ่ง สังคมจะน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ล้วนมีผลต่อตัวเรา ยามอยากให้สังคมน่าอยู่มั๊ยละ ถ้ายามอยากให้สังคมเป็นยังไงยามต้องปฏิบัติต่อสังคมอย่างนั้น ถ้ายามอยากอยู่ในสังคมที่สงบสุขมีแต่ความเมตตาความเมตตานั้นต้องเกิดจากตัวยามก่อน ในที่นี้หมายความว่ายามต้องไม่เบียดเบียนคนอื่นไม่ว่าจะเป็นกาย วาจา ใจ

– ที่สำคัญยามต้องฝึกมีความเมตตากับผู้คน….. ไอ้การเป็นผู้ให้นี่มันทำยังไงครับจาน……. ก็ไม่ยากหรอก ยามเคยเลี้ยงสัตว์มั๊ยละ การเลี้ยงสัตว์คือการฝึกการมีเมตตา ไม่เห็นแก่ตัวเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ถ้ายามเคยเลี้ยงสัตว์ก็เท่ากับยามได้ฝึกความมีเมตตากับคน ก็เท่ากับยามเลี้ยงคนได้แล้ว…..

1.5) ทำหน้าที่ต่อธรรมชาติได้สมบูรณ์หรือยัง
ข้อสุดท้ายสำหรับการทำหน้าที่ต่อชีวิต และร่างกายนี้ ครูหมายความว่า การทำจิตใจให้มีความเมตตาต่อทุกสิ่ง แม้สิ่งๆ นั้นจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ก็ตาม เช่น บรรดาสัตว์ทั้งหลาย ภูเขา ป่าไม้ ลำธาร ทะเล ฯลฯ เล่านี้ ล้วนแล้วต้องการความเมตตาจากการใช้ชีวิตของเรา ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราจะไม่ต้องการทรัพย์สินมากมายเกินความจำเป็น เราจะไม่บริโภคเกินความจำเป็น เพราะเรารู้ว่ายิ่งเรามีมาก บริโภคมาก ธรรมชาติก็จะต้องถูกทำลายมากขึ้น เราจะมีและใช้ชีวิตแบบพอดีๆ ไม่ทำตัวให้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ชีวิตอื่น สิ่งอื่น ธรรมชาติอื่น ลำบากเพราะเรา
หลายข้อที่พูดมานี้ เป็นเรื่องหน้าที่ต่อชีวิต และร่างกาย ยามจำได้ทั้งหมดมั๊ย และยามทำได้ไปกี่ข้อแล้ว หากยามสามารถทำได้ทั้งหมดในส่วนนี้ก็ถือว่าได้ว่ายามเป็นคนที่ดีที่ประเสริฐคนหนึ่งแล้วกับโลกนี้ แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังเหลือการทำหน้าที่ต่อจิตวิญญาณ ครูจะเล่าให้ฟังวันพรุ่งนี้ วันนี้ถึงชั่วโมงสอนแล้ว ครูต้องไปละ เพราะถึงเวลาที่ครูจะปฏิบัติหน้าที่ของครูแล้ว

ครูใหญ่เดินจากไปโดยไม่รอฟังว่าผมจะพูดอะไร ….. ผมได้แต่นั่งทำตาเหม่อลอย อย่างไม่เข้าใจ ในหลายข้อที่ครูพูดแล้วคุณละเข้าใจที่ครูพูดมั๊ย ช่วยอธิบายให้ยามโง่ๆอย่างผมฟังอีกที เพราะคนอย่างผมต้องฟังหลายครั้งซ้ำๆ ต้องปฏิบัติหลายหนผมจึงพอจะเข้าใจลางๆ

ปล.ผมรอทุกคนอยู่นะครับ

หัวหน้ายาม
วิชิต ศรีบุรินทร์