รอบรู้สุดสัปดาห์

รู้จักหรือยัง ALIZADA

เผย 6 เคล็ดลับการทำธุรกิจในยุคอีคอมเมิร์ซ

SCB_Pic_1000x662

ALIZADA  เป็นชื่อเรียกเล่นๆ ที่เข้าดีไม่น้อย หลังจากยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนในวงการอีคอมเมิร์ซอย่าง อาลีบาบา (Alibaba) ยกพลเข้าบุกตี ลาซาด้า (Lazada) ท่ามกลางการถูกจับตาจากทั่วโลกในวงการธุรกิจจนเกิดแรงกระเพื่อม “อาลีซาด้า” ทำให้เกิดเหตุผลขึ้นมามากมายสำหรับการเดินทัพของ แจ๊ค หม่า ในขณะนี้ เพราะดีลนี้อาจส่งผลกระทบต่อวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ประกอบการ SME

 

เม็ดเงินจำนวน 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เจ้าของ อาลีบาบา ซื้อกิจการเว็บไซต์ ลาซาด้า ในเครือบริษัทร็อคเก็ต อินเทอร์เน็ต จากเยอรมนีแสดงให้เห็นว่า แจ๊ค หม่า มองเห็นถึงความสำคัญของตลาดอาเซียนที่มีผู้บริโภคจำนวนกว่า 560 ล้านคนเป็นอย่างดี เนื่องจากลาซาด้าที่เป็นเว็บอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจถึง 6 ประเทศในอาเซียน ประกอบด้วย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย

 

การเข้ามาของ อาลีบาบา บวกกับ ร็อคเก็ต อินเทอร์เน็ต ที่เป็นบริษัทลงทุนด้านอินเทอร์เน็ตของเยอรมนีที่มีความเชี่ยวชาญในการนำโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศตะวันตกมาปรับใช้ในประเทศกำลังพัฒนา จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะ ลาซาด้า ก็เป็นโมเดลเหมือนกับ อเมซอน (Amazon) ที่นำมาปรับใช้ในประเทศโซนนี้ โดยเน้นให้มีบริการจ่ายเงินตอนรับสินค้า (Cash on Delivery) เพราะอัตราการถือบัตรเครดิตและการใช้บัตรเครดิตบนอินเทอร์เน็ตมีจำนวนน้อย

จากเหตุผลหลายด้านต่อปรากฏการณ์ครั้งนี้ ทำให้เกิดเป็นคำถามสำคัญตามหลังถึงเรื่องผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งอาจหมายรวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย

 

นั่นเป็นเพราะว่าโมเดลทางธุรกิจ Online Market Place ขนาดใหญ่ทั่วโลกจะมีความคล้ายกัน เริ่มจากขายเองแล้วเปลี่ยนมาเป็นคนกลางซื้อขาย โดยจะทำการทุ่มตลาดด้วยการทำโปรโมชั่นหนักๆ เพื่อกวาดฐานลูกค้าทั่วภูมิภาคอาเซียนมาเป็นของตนเองให้ได้มากที่สุด สอดคล้องกับนโยบายของแจ๊ค หม่า ที่ต้องการขายสินค้าจีนไปทั่วโลกให้ได้มากที่สุด ทำให้ต้นทุนส้นค้าจากจีนจะต่ำกว่าของ SMEs อื่นๆ รวมถึงประเทศไทย

 

อาจเป็นเรื่องจริงอยู่ว่า การทุ่มตลาดครั้งนี้อาจทำให้ผู้บริโภคซื้อของได้ในราคาที่ถูกลง แต่ในระยะยาวผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซอื่นๆ หรือร้านค้าปลีกย่อย รวมถึง SMEs ไทยอาจจะต้านแรงเสียดทานไม่ไหว

เนื่องจากเหตุการณ์แบบนี้อาจเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต อย่างเช่น ธุรกิจจองโรงแรมผ่านอินเทอร์เน็ต (Hotel Booking) จากต่างชาติที่ทุ่มตลาดในประเทศไทยเพื่อให้ได้ฐานลูกค้าและยึดส่วนแบ่งตลาด หลังจากนั้นคู่แข่งก็ค่อยๆล้มหายลงไป และเริ่มลดการจัดโปรโมชั่นให้น้อยลง รวมถึงยังสามารถหักค่าคอมมิชชั่นจากโรงแรมได้จำนวนเฉลี่ยที่สูงขึ้น โดยที่เจ้าของธุรกิจโรงแรมแทบไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ

 

เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ SMEs ไทยควรจะต้องตื่นตัวให้มากขึ้น หากต้องการอยู่รอดในตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการซื้อขายผ่านอีคอมเมิร์ซกันมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการอาจจะเรียนรู้ที่จะใช้ อาลีบาบา หรือ ลาซาด้า ให้เป็นประโยชน์ในการกระจายสินค้าออกไปในตลาดที่กว้างขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีที่จะมีช่องทางในการกระจายสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องแบรนด์เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ เนื่องจากการหาทางรอดให้ได้จากปรากฏการณ์อาลีซาด้า ผู้ประกอบการ SMEs จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่ง รวมถึงการอัพเกรดสินค้า หรือบริการของตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อแข่งขันสินค้าจากจีน เนื่องจากการแข่งขันในเรื่องราคาไม่ใช่เรื่องที่ผู้ประกอบการจะสู้ได้ในระยะยาว

 

ดังนั้น การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและมีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ว่า ทั้งอาลีบาบาหรือแม้แต่ลาซาด้าเองก็อาจจะมีแบรนด์เป็นของตนเองเพื่อลงมาแข่งขันในตลาดที่ตนเองครอบครองอยู่

 

ซึ่งขอแนะนำ 6 เคล็ดลับเด็ด สำหรับการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และการปรับตัวสำหรับการทำตลาดในอนาคต

 

  1. ทำการตลาดอย่างชาญฉลาด : มันอาจเป็นเรื่องง่ายมากที่จะทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก กูเกิล ฯลฯ แต่ทุกครั้งที่คุณจะตัดสินใจโปรโมทอะไรจริงจัง คุณควรศึกษาและทดลองทำ ซึ่งอาจเลือกทำในขนาดที่เล็กก่อน และวางแผนกำหนดงบประมาณให้พร้อม เพื่อป้องกันปัญหาบานปลายในภายหลัง

 

  1. กำหนดและลดราคาอย่างมีไหวพริบ : ถ้าอยากให้แบรนด์ของคุณมีราคา ดูหรูหรา การลดราคาสินค้าบ่อยๆเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ผู้บริโภคมองว่าแบรนด์ของคุณสามารถซื้อตอนไหนก็ได้ แต่สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ลดราคาในจังหวะที่ผู้ซื้อไม่ได้คาดหวัง เพราะจะทำให้พวกเขาประทับใจ และรู้สึกอยากเข้ามาใช้บริการร้านของคุณอีก

 

  1. ดูแลลูกค้ามากกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง : แม้ว่าการบริการในธุรกิจของคุณอาจจะไม่ถูกลูกค้าตำหนิอะไร แต่บางครั้งคุณก็ควรดูแลและทำในสิ่งที่เหนือกว่าที่ลูกค้าต้องการ เพราะนั่นจะยิ่งส่งผลดีกลับมาต่อธุรกิจของคุณ และควรระวังว่า แค่เสียงตำหนิของคนคนเดียวบนโลกออนไลน์ ก็สามารถทำให้ความน่าเชื่อถือต่อธุรกิจของคุณเกิดความสั่นคลอนได้เช่นกัน

 

  1. ขายสินค้าหนึ่งให้ดีที่สุด : เจ้าของธุรกิจมีแนวโน้มที่จะทำผิดพลาดด้วยการสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ แต่อาจไม่ได้มองถึงความถนัดของตนเอง ซึ่งอาจส่งผลต่อบริการที่ไม่ดี คุณภาพแย่ และจะส่งผลให้บริษัทและธุรกิจของคุณขาดความเชื่อถือ ดังนั้น การทำสินค้าควรจะทำเพียงสิ่งหนึ่งให้ดีที่สุดก่อน ดูแลให้ทั่วถึง ก่อนเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ

 

  1. รวบรวมรายชื่ออีเมล : การทำอีเมลสำหรับการตลาดนั้นเป็นหนึ่งในช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพและมีประโยชน์สูงสุดสำหรับธุรกิจ เพราะมันสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าโซเชียลมีเดียอื่นๆ สูงถึง 40 เท่า ผ่านช่องทางการติดต่อส่วนตัวกับลูกค้า ทำให้คุณมองเห็นภาพหรือทิศทางของธุรกิจที่ควรมุ่งไปได้ชัดเจนกว่า

 

  1. เพิ่มช่องทางการชำระสินค้า : หากคุณเป็นผู้บริโภค บางครั้งคุณก็ต้องการความสะดวกสบายในการชำระสินค้า ซึ่งธุรกิจของคุณจำเป็นต้องสนองตอบความต้องการในส่วนนี้ให้ได้ โดยเฉพาะช่องทางการชำระเงิน ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับบริการทางธนาคารมีไว้เพื่อสนับสนุนได้

ข้อมูลจาก https://scbsme.scb.co.th

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm