หัวหน้า รปภ-01

…ยอมให้โพสต์มั่วๆ ครูใหญ่มีสิทธิ์ซวย!!..

นับแต่เปิดโรงเรียนมาถึงวันนี้มีนักเรียนเพิ่มขึ้นถึง 8,777 คน ผมยอมรับว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เดินตรวจโรงเรียนทุกชั่วโมงนี้หนักเอาการ สาเหตุก็เพราะจำนวนนักเรียนที่มากมายทำให้ไม่สามารถตรวจตราดูแลความเรียบร้อยได้ทั่วถึง อาจมีบางคนซุกซนบ้าง เกกมะเหรกเกเรบ้าง นี่ก็เป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะควบคุม จึงขอความร่วมมือมายังนักเรียนทุกท่านช่วยสอดส่องดูแลความเรียบร้อยโรงเรียนของเรา และแจ้งเบาะแสพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นคนแปลกหน้า หรือเป็นผู้ไม่ประสงค์ดีที่ปลอมตัวเป็นนักเรียนแฝงเข้ามาในโรงเรียน

นอกจากเดินตรวจแล้ว ยามอย่างผมก็พยายามสื่อสารข้อมูลความรู้กฎระเบียบของการใช้บริการโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือนักเรียนทุกคนพยายามท่องไว้ให้ขึ้นใจ ให้เกิดความรู้สึกว่าทุกคนจะพยายามทำตัวให้เป็นคนดี รู้ว่าอะไรควรโพสต์ ไม่ควรโพสต์ อะไรทำแล้วมีสิทธิ์ติดคุก ข้อความบางข้อความเราอาจนึกไม่ถึงว่าการ โพสต์ การส่งต่อ การแสดงความเห็นที่ไม่สุภาพเราเคยล้อเลียนเพื่อนๆ จะมีโทษ มีความผิดเชียวหรือ ไม่เห็นเพื่อนเราถูกดำเนินคดีเลย นั่นก็เพราะว่าคนทำผิดมีมาก เจ้าหน้าที่มีน้อย จึงลงโทษยังไม่ถ้วนหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่านั่งรอไปก่อนเดี๋ยวมาแจกรางวัลให้ถ้วนหน้ากันทุกคน เพราะระบบคอมพิวเตอร์ถูกบังคับให้มีระบบเก็บข้อมูลไว้เพื่อเป็น           หลักฐานรอเอาผิดคุณๆผมๆ ที่คึกคะนอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าตำรวจจะหาหลักฐานไม่ได้

โรงเรียนสอนเล่นหุ้น มีความจำเป็นที่ต้องบอกกับนักเรียนทุกคนว่า ทางโรงเรียนไม่ส่งเสริม สนับสนุน หรือยอม ให้ใครก็ตามที่จะทำผิดในโรงเรียนเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ (เผยแพร่ข้อมูลตัดต่อดัดแปลง ภาพ/เสียง,ข้อมูลปลอม,ข้อมูลเท็จ,ปลุกปั่น,เผยแพร่ข้อมูลลามก,หรือไม่เหมาะสม ฯลฯ) หรือการดูหมิ่น หมิ่นประมาท ฯลฯ เพราะเราถือว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่นักเรียนทุกคนหวังจะเป็นที่ซึ่งมีแต่ความสงบเรียบร้อย และเป็นสถานที่นักเรียนสบายใจทุกครั้งเมื่อเข้ามาในบริเวณโรงเรียน

วันนี้ขอเอาข้อมูลมาฝากกับทุกคนแบบเบาๆ ไม่ซีเรียสมาก แม้ตัวมันเองจะเป็นข้อมูลที่หนัก ผมจะพยายามอธิบายแบบ บ้านๆ ละกันครับ

ผมจั่วหัวว่า “…..ยอมให้โพสต์มั่วๆ ครูใหญ่มีสิทธิ์ซวย! ….” นั้นเป็นเรื่องจริงที่ครูใหญ่หนาวๆ ร้อนๆ กับเรื่องนี้ครับ ทำไมนะหรือ ก็เพราะว่า พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 บอกเอาไว้มีความหมายสรุปความได้ว่า บรรดาผู้บริหารทั้งหลายที่เป็นหน่วยงาน,องค์กร,ฯลฯ ที่เข้าข่ายว่าเป็นผู้ให้บริการตาม ความหมายของกฎหมายฉบับนี้ หากปรากฏว่าจงใจ หรือสนับสนุน หรือยินยอม ให้ทำผิดตามมาตรา 14 (คือการโพสต์มั่วๆ การส่งต่อข้อความ หรือเอาข้อมูลที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ) ….ครูใหญ่มีสิทธิ์ซวยเท่ากันกับนักเรียนเลยล่ะ …. โอ้ว! ….

มาดูมาตรา 15 กัน เขาเขียนว่ายังไง

“ มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14”

เห็นรึยังว่า กฎหมายไม่ได้สนใจหรอกว่าครู่ใหญ่เป็นคนทำเองหรือเปล่า เขาสนใจว่าครูใหญ่รู้แล้วยอมให้ทำหรือเปล่านั่นเอง

หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ผมเดาว่ามีบางคนยังไม่รู้สึกว่าภัยกำลังจะมา ถึงตัว ทำไมผมพูดอย่างนั้นหรือครับ ก็เพราะว่า ขณะที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่นี้ หลายๆ คนเป็นเจ้าของบริษัท เป็นเจ้าของกิจการที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ที่ต้องติดต่อเชื่อมโยงกับระบบอินเตอร์เน็ต บางบริษัทมีคอมพิวเตอร์ของบริษัทเป็น 10 เป็น 100 เครื่อง ผมถามหน่อยว่าถ้ามีพนักงานของคุณเอาภาพลามก หรือภาพตัดต่อของดารา หรือคลิบตัดต่อเสียงนักการเมือง ฯลฯ ไปลงไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ของบริษัท แล้วบังเอิญถูกเผยแพร่ออกไป จากเครื่องของบริษัท คุณลองนึกภาพดูเอาเองว่าใครจะซวย ………. (ครูใหญ่มีเพื่อนแล้วแฮะ..ฮ่าๆๆ)

ก่อนอื่นผมจะช่วยอธิบายขยายความสักหน่อยเพื่อจะได้เข้าใจมาตรานี้ให้มากขึ้นนะครับว่ามันมีองค์ประกอบความผิดยังไงกัน

ประการแรก คำว่า“ผู้ให้บริการ” หมายถึง ผู้ให้บริการแก่คนอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่นโดยผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามตัวเอง หรือในนามลูกค้าหรือคนอื่น หรือเพื่อประโยชน์คนอื่น และหมายความรวมถึงผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นด้วย เช่น โรงพยาบาลสัตว์ทำเว็บบอร์ดให้ผู้คนทั่วไปเข้ามา สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แต่ปรากฏว่ามีลูกค้ามาโพสต์ข้อมูลที่เป็นความผิดตามมาตรา 14 อย่างนี้ ทำให้คนอื่นนำข้อมูลนั้นเผยแพร่ต่อไปเป็นต้น, หรือพนักงานของโรงพยาบาลใช้เครื่องของโรงพยาบาลในการส่งต่ออีเมล์ที่มีข้อมูลเป็นความผิดตามกฎหมายอย่างนี้เป็นต้น ตัวอย่างนี้ผู้บริหารก็มีความผิดแล้วเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองไม่ได้ส่งเสริม หรือยินยอมให้ทำผิด เป็นต้น

ประการที่สอง จงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้กระทำผิดตามมาตรา 14

คำว่า “จงใจ” มีความหมายว่ามีเจตนาอยู่ในตัว นั่นแสดงว่าผู้บริหารหรือผู้ให้บริการรู้อยู่ว่ามีการทำผิดตามมาตรา 14 ก็ยังปล่อยให้มีการเผยแพร่ข้อมูลนั้นต่อไปทั้งๆ ที่ระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นอยู่ในการควบคุมของตัวเองแท้ๆ อย่างนี้ถือว่าจงใจหรือสนับสนุนให้ทำผิดตามมาตรานี้แล้วครับ

ประการที่สาม ในระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในการควบคุมของตน

อันนี้หมายความว่ากฎหมายเน้นเอาผิดเฉพาะคนที่กระทำผิดเพราะระบบคอมพิวเตอร์อยู่ในการควบคุมของเขาเท่านั้น

แต่อ๊ะๆ! แม้ว่าคุณไม่ได้เป็นผู้ควบคุม และไม่มีความผิดตามมาตรา 15 พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 แต่คุณอาจมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุน ตามกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 86 ได้นะครับท่าน

จริงๆ กฎหมายฉบับนี้น่ะ กำหนดให้ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ในองค์กรของตัวเองครับท่าน เพราะหากท่านไม่ให้ความสำคัญ ท่านจะซวยโดยไม่รู้ตัว มีประเด็นที่สรุปว่าผู้บริหารต้องให้ความสำคัญดังนี้นะครับ

1) ผู้บริหารควรจัดให้มีมาตรการควบคุมป้องกันไม่ให้พนักงานใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทหรือองค์กรทำผิดกฎหมาย ไม่อย่างนั้นจะถือว่าผู้บริหารจงใจหรือสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการทำผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่ตัวเองควบคุมอยู่ รับผิดเท่ากันกับคนทำผิด คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 15)

 

2) มีหน้าที่เก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่า  90 วัน นับแต่วันที่ข้อมูลนั้นๆเข้าสู่คอมพิวเตอร์             แต่เจ้าหน้าที่มีอำนาจให้ขยายไว้ไม่เกิน 1 ปี ได้ ทั้งนี้เพื่อเก็บรักษาข้อมูลเท่าที่จำเป็นที่จะระบุตัวผู้ใช้บริการได้ หากไม่ทำมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท

ใครสนใจก็เอา พรบ.ฉบับนี้มาอ่านทบทวนดูอีกทีนะครับ

คราวนี้รู้แล้วนะครับ ว่าทามมัย ครูใหญ่ชอบ เบิ๊ด กะโหลกผม…. เวลาที่เห็นผมหลับยาม…เหอๆๆ