ควาจริงไม่ลับ

ผมกู้เงินธนาคารไม่เคยพลาด บทที่ 5 ทำให้ธนาคาร เห็นว่าผมเก่งและรวย (หนังสือ เฉพาะคนอยากทำธุรกิจ เล่ม 2)

ภาพแห่งความทรงจำยังผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในใจผมคิดไปว่า โชคดีเหลือเกินที่กรรมการบริษัทคนอื่นๆ ไม่ต้องโดนคดีเหมือนอย่างผม ถ้าโดนล่ะคงเป็นเรื่องแน่นอน

การสร้างภาพลักษณ์ หรือ CHARACTER ของบริษัทให้ดูดี ผมวางแผนเชิญชวนคนมีชื่อเสียงที่เป็นนักธุรกิจชื่อดัง เป็นอาจารย์ เป็นนักการเมือง เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการใน BR คนเหล่านี้พอธนาคารเห็นชื่อก็รู้จักกันหมด แถมยังตกอกตกใจว่าทำไมผมจึงรู้จักคนเหล่านี้ การรู้จักคนเหล่านี้ได้เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา แสดงว่าผมต้องเป็นคนพิเศษที่มีเครดิตสูง พอที่ธนาคาร จะกล้าเสี่ยงปล่อยเงินกู้ให้กับผม

คนเหล่านี้กับทุนจดทะเบียนบริษัทที่ชำระเต็ม 50 ล้านบาท ผ่านวิธีการเล่นแร่แปรธาตุ ตามวิธีของผมก็สร้างความน่าเชื่อถือต่อภาพลักษณ์ของบริษัทได้มากพอแล้ว

ผมยังจำได้ ว่าธนาคารขอให้กรรมการบริษัทท่านอื่นเข้าร่วมค้ำประกันเงินกู้ด้วย แต่ผมก็ปฏิเสธทุกครั้งไป ผมบอกกับธนาคารว่า คนเหล่านี้เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนที่ผมเชิญเข้ามาเพื่อช่วยบริหารจัดการธุรกิจให้เป็นระบบ เป็นระเบียบ มีความเป็นสากล คนเหล่านี้เข้ามาเป็นกรรมการอย่างมืออาชีพ ไม่ได้เข้ามาเป็นเจ้าของ BR อย่างผม ธนาคารเข้าใจหรือเปล่า ว่าคนเหล่านี้ค้ำประกันเงินกู้ให้ไม่ได้ ซึ่งธนาคารก็เข้าใจทุกครั้ง มีครั้งหนึ่งที่ธนาคารไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายก็เสร็จนักการเมืองที่เป็นกรรมการบริษัทท่านหนึ่ง โทรศัพท์ไปบอกกับผู้ใหญ่ของธนาคารว่า ไอ้เรื่องที่ขอให้กรรมการท่านอื่นต้องค้ำประกันด้วยให้งดเรื่องนี้เสีย และผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นว่า ไม่มีการให้กรรมการคนอื่นค้ำประกัน มีเพียงผมเท่านั้นที่ค้ำประกัน

จำเลยๆๆ ผมสะดุ้งเล็กน้อย แล้วกลับมาตั้งสติฟังคำถามของทนายธนาคาร

บริษัท เบสท์ รับเบอร์ จำกัด ภายใต้การบริหารจัดการของจำเลยในฐานะกรรมการบริษัท ได้กู้เงินธนาคาร 60 ล้านบาท ต่อมาผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารได้ดำเนินการฟ้องเป็นคดีในศาลแพ่งเรียกหนี้เงินกู้คืน พร้อมทั้งบังคับจำนองหลักทรัพย์ที่จำเลยวางค้ำประกันเอาไว้กับธนาคาร ปรากฏตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้กับโจทก์ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ในศาลอุทธรณ์

ผมได้ฟังการอารัมภบทของทนายมาถึงตรงนี้ ผมรู้ได้เลยว่าทนายจะพูดอะไรต่อ ซึ่งผมไม่อยากจะได้ยิน

คนที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างผมในเวลานี้ คงยากจะเข้าใจว่า เอ๊ะคดีความก็ยังต่อสู้กันในชั้นศาล แต่ไหงผมมาโดนธนา-คารฟ้องเป็นคดีอาญาได้ ทำไม…ทำไม

เรื่องการถูกฟ้องเป็นคดีอาญา เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีแบบนี้ด้วย ตลอดระยะเวลาที่ผมทำงานสินเชื่ออยู่ที่ธนาคาร ผมไม่เคยรู้เรื่องการฟ้องลูกหนี้เป็นคดีอาญา ในระหว่างที่คดีเงินกู้ยังอยู่ในศาลแพ่ง ผมไม่รู้จริงๆ ให้ตายห่า

ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่า จะหลอกให้ธนาคารเชื่อว่าผมมีภาพลักษณ์ดี เป็นคนเก่ง และเป็นคนรวยได้อย่างไร ผมคิดแค่นี้จริงๆ คิดแค่ว่าทำอย่างไรจะเอาเงินกู้ 60 ล้านบาทกับธนาคารมาให้ได้

ในใจตอนนั้นคิดแต่ว่า เมื่อสร้างภาพลักษณ์ หรือ CHA-RACTER ให้ดูดีแล้ว ภารกิจต่อไปก็คือสร้าง CAPACITY ให้ธนาคารเห็นว่า BR มีความสามารถที่จะคืนเงินกู้ 60 ล้านบาทได้ ผมคิดแค่นี้จริงๆ

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm

tie-690084_960_720