ควาจริงไม่ลับ

ปั่นหุ้น

การปั่นหุ้นเป็นอะไรที่ผมเคยคิดมานาน แต่ไม่กล้าที่จะทำ ศึกษาและสาบานไม่รู้หรอกว่า เรื่องการเล่นหุ้นเป็นอะไรที่ผมถนัดและมีความชำนาญมากกว่าใครๆ ผมเริ่มเล่นหุ้นตั้งแต่อายุ 21 ปี และเล่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ผมจึงรู้ว่า การขึ้นของราคาหุ้นทุกตัวจะต้องมีเจ้าภาพคอยบงการ ไม่มีหรอกว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้จะขึ้นโดยปราศจากเจ้าภาพ

ระยะแรกของการเล่นหุ้นเป็นอะไรที่เล่นเอาผมเจ๊งยับเยินเหมือนกัน ในตอนนั้นผมยังอ่อนหัดต่อโลก ยังไม่มีความเข้าใจว่า โลกของตลาดหุ้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ปลาใหญ่จ้องจะกินปลาเล็ก ผมเล่นหุ้นตามที่นักวิเคราะห์บอกว่าหุ้นตัวนั้นดี ตัวนี้ดี และก็ซื้อหุ้นตอนที่ราคากำลังวิ่งทะยาน เพราะสัญญาณกราฟทางเทคนิคบอกผมและใครๆ ให้เข้าซื้อ หากไม่ซื้อตอนนี้ ผมจะตกรถไฟเที่ยวสุดท้าย และก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่า ผมไม่ตกรถไฟเที่ยวสุดท้าย แต่ผมได้ขึ้นรถไฟนรก เป็นรถไฟที่พุ่งทะยานลงเหวที่รอคอยอยู่ข้างหน้า

วันหนึ่งผมได้พบกับ เฮียบึก เฮียบึกเป็นเจ้าของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เฮียบึกเป็นคนธรรมะธัมโม ไม่ชอบการปั่นหุ้น แต่ก็เข้าใจเรื่องการปั่นหุ้นได้ดี ผมเคยถามเฮียบึกว่า ทำไมจึงไม่คิดจะปั่นหุ้น ก็ในเมื่อเฮียบึกรู้ข้อมูลวงในดีกว่าใครๆ เฮียบึกมองหน้าผมแล้วพูดว่า

รู้ได้อย่างไรว่า ผมไม่ปั่น ผมน่ะนักปั่นหุ้นตัวยงเลยทีเดียว ผมปั่นหุ้นอย่างไร้ร่องรอยไม่มีใครจับพิรุธได้ ผมถือคติว่า ปั่นหุ้นตามกติกา ไม่ละโมบโลภมาก

เฮียบึกพูดทิ้งท้ายว่า วันนี้ผมเลิกปั่นหุ้นแล้ว เพราะธุรกิจที่ผมทำนั้นมันอยู่ตัว ผมไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอีกต่อไป ผมขออยู่อย่างสงบๆ และเตรียมตัวตายอย่างมีความหมายจะดีกว่า

ทำไมเฮียจึงคิดเช่นนั้น นี่เป็นคำถามที่ผมจำได้แม่น

เฮียบึกตอบกลับมาว่า เมื่อคนพยายามจะสร้างให้ชีวิตเต็มไปด้วยความร่ำรวย คนคนนั้นจะไม่รวย ด้วยเหตุว่าทุกการกระทำไม่ได้กระทำไปด้วยสติปัญญา แต่กระทำไปด้วยความโลภ ดังนั้นสติปัญญาของคนคนนั้นจึงดีไม่ได้ ผมเองในอดีตเคยตั้งคำถามมาตลอดว่า เมื่อเป็นเจ้าของบริษัทในตลาดหุ้นแล้ว จะไม่ปั่นหุ้นของตัวเองจะเป็นไปได้หรือไม่ วันนี้ผมได้คำตอบแล้วว่า เป็นไปได้ ถ้าผมรู้จักพอ มุ่งเน้นการสร้างธุรกิจให้เติบใหญ่ เป็นไปตามครรลองที่มันควรจะเป็น รู้จักรอคอยเวลาที่เหมาะสม ว่าเมื่อไรบริษัทจะเข้าสู่จุดที่สมดุล ซึ่งทุกๆ องค์ประกอบของบริษัทได้ทำหน้าที่ของมันอย่างที่ควรจะเป็น และเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เมื่อนั้นบริษัทจะสร้างผลตอบแทนเป็นกำไร และจ่ายเงินปันผลได้อย่างงดงาม ราคาหุ้นจะพุ่งทะยานไปเองตามกฎของธรรมชาติ เพราะนักลงทุนจะแย่งกันซื้อหุ้นของบริษัท

การจะปั่นหุ้น หรือไม่ปั่นหุ้นจึงเป็นเรื่องนิสัยและสันดานของเจ้าของบริษัท ซึ่งไม่จำเป็นว่าทุกบริษัทจะปั่นหุ้นของตน แต่เอาเป็นว่า มีแน่นอนที่จะแอบบอกข่าวดีๆ เพื่อให้คนอื่นเข้าไปดักซื้อหุ้น ก่อนที่หุ้นจะทะยานขึ้น และการดักซื้อหุ้น ก็แน่นอนว่า กราฟทางเทคนิคจะถูกสร้างให้เกิดสัญญาณขาย และหลังจากเก็บหุ้นจนได้ที่แล้ว กราฟก็จะถูกทำให้ส่งสัญญาณซื้อ

เฮียบึกยังพูดต่อว่า จริงๆ จะบอกว่าแกปั่นหุ้นก็คงไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วพื้นฐานของราคาหุ้นมีทฤษฎีคำนวณมูลค่ากำกับอยู่ ผมเป็นเพียงเจ้าภาพที่ดันส่งราคาหุ้นให้ขึ้นไปยืนอยู่ในจุดที่มันควรจะเป็น หลังจากมันขึ้นไปจุดนั้นได้แล้ว หุ้นของผมก็ไม่ตก กลับจะรักษาระดับราคาเอาไว้ได้ ไม่เหมือนกับหุ้นปั่นทั่วๆ ไป ที่ขึ้นอย่างไร้เหตุผล เมื่อหมดเทศกาลปั่นหุ้น ราคาหุ้นก็ร่วงไหล แบบหลังนี่สิน่าจะเรียกว่า เป็นการปั่นหุ้น แต่ของผมดูเหมือนจะปั่นแต่ไม่ใช่การปั่น

ปิดท้ายคำถามของผมในครั้งนั้น ผมถามเฮียบึกว่า แบบนี้เรื่องของธรรมาภิบาลก็ไม่มีความหมายนะซิ

เฮียบึกยิ้ม แล้วไม่พูดอะไร ซึ่งผมก็รู้ดีว่าความยุติธรรมบนโลกใบนี้ไม่มี ธรรมาภิบาลที่ 100% ก็ไม่มี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสำนึกของคนแต่เพียงอย่างเดียว

เฮียบึกในวันนี้นอนอยู่ที่สุสาน สุขาวดีในจังหวัดสระบุรี แกตายด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก หลังจากคุยกับผมได้ไม่ถึงเดือน

ปั่นหุ้น