ควาจริงไม่ลับ

บริหารธุรกิจอย่างไรไม่ให้เจ๊ง บทที่ 17 คนดีก็ทุกข์แบบคนดี (หนังสือ เฉพาะคนอยากทำธุรกิจ เล่ม 1)

พี่ทนายได้เข้ามาศึกษาพยานหลักฐาน แล้วสรุปกับผมว่า โอกาสที่ผมจะชนะคดีนั้นดูริบหรี่เต็มทน การที่ผมบอกว่าทนงยกหุ้นให้ผมทั้งหมด เพราะทนงไม่มีเงินมาช่วยรับผิดชอบในหนี้บัตรเครดิตของผมจำนวน 2.0 ล้านบาท แต่เมื่อไล่ทางเดินของเงินกู้บัตรเครดิตแล้ว มีการลงบัญชีบริษัทเป็นว่า บริษัทได้กู้เงินจากผมอีกทอดหนึ่ง และหลังจากที่ทนงหายไป ผมก็นำเงินบริษัทไปจ่ายชำระคืนหนี้ ดังนั้นก็เท่ากับว่า หนี้ที่บริษัทยืมจากผมหมดสิ้นไป ผมหายจากการเป็นหนี้ธนาคาร ในขณะที่บริษัทก็หายจากการเป็นหนี้ผม หุ้นของทนงก็ยังเป็นของทนงอยู่ การที่ผมไปเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่มีหนังสือโอนหุ้นเป็นหลักฐาน มีความหมายว่าหุ้นนั้นยังไม่ได้โอน หุ้นยังคงเป็นของทนง ผมจะต้องคืนหุ้นให้ทนง แต่ถ้าผมอยากจะได้หุ้นของทนง ผมต้องซื้อจากทนง

พี่ทนายยังบอกต่อไปอีกว่า รู้สึกเห็นใจผม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ผมอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ ให้ผมเจรจาขอซื้อหุ้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

ตอนนั้นผมไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากเชื่อคำแนะนำของพี่ทนาย ทั้งๆ ที่ในใจมันค้าน อยากตะโกนออกมาว่า ไม่ยุติธรรมเลย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ผมนั้นมันโง่เองบริหารจัดการบริษัทไปโดยไม่รู้ข้อกฎหมาย สุดท้ายก็ต้องมาจ่ายเงินซื้อหุ้นซึ่งในอดีตเป็นหุ้นที่ทนงมันทิ้งแล้ว แต่มาวันที่บริษัทไม่มีหนี้และมีโอกาสเติบโตสร้างให้เป็นบริษัทใหญ่ได้ ทนงมันกลับย้อนคืนรัง

ผมตัดสินใจหันมาเจรจากับทนงอีกครั้ง โดยขอให้พี่ทนายติดต่อทนายทนงแล้วนัดให้ผมเจอมัน เพื่อจะได้คุยและปรับความเข้าใจกัน

ที่ร้านอาหารลานสเต็ก ตอน 18.30 น. ผมมานั่งรอทนง ด้วยหัวใจที่ไม่ค่อยเป็นปกติ อาจเป็นเพราะความเคียดแค้นที่มีอยู่ในใจ ประกอบกับการไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายปี ทำให้ผมรู้สึกว่าทนงมันห่างจากชีวิตของผมไป

ซักพักทนงเดินเข้ามา เมื่อมันเจอผม ผมก็บอกนั่งลงซิ ผมทำทีท่าว่าหยิบเมนูมาเปิดอ่านดู เลือกรายการอาหารโดยที่ไม่ได้สนใจมัน ส่วนมันก็ยังคงมีนิสัยเหมือนเดิมคือ รอผมสั่งให้เช่นเคย

ผมปิดเมนู แล้วตะโกนเรียกเด็กเสิร์ฟ บอกว่าเอาทีโบน สเต็กที่นึง แล้วถามทนงว่า แล้วมึงเอาอะไรดี มันก็ตอบมาว่า เอาเหมือนกัน

นอกจากสเต็กที่สั่งแล้ว ผมยังสั่งเบียร์ไฮเนเก้นท์มาด้วย เพื่อจะได้คุยกับทนงได้อย่างสนิทใจมากขึ้น ในใจของผมในวันนั้นมีแต่ความมั่นใจว่า ยังไงปัญหาของผมต้องจบทั้งหมด มันเป็นความมั่นใจแบบบอกไม่ถูกจริงๆ ซึ่งผมไม่เคยมีความมั่นใจแบบนี้มาก่อน

อาหารและเบียร์ถูกเสิร์ฟมาให้ ผมบรรจงเอามีดตัดสเต็กตัดแบ่งชิ้นเนื้อออกเป็นชิ้นเล็กๆ ให้พอคำ โดยที่ยังไม่เริ่มการเจรจาใดๆ กับทนง เมื่อตัดเสร็จ ผมก็ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม ทนงก็ทำอย่างเดียวกันกับผม มันก็ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มเหมือนกัน

ผมวางแก้วเบียร์ แล้วมองไปที่หน้าทนง พูดขึ้นว่า

ตกลงมึงจะยกหุ้นให้กู หรือมึงจะขายหุ้นให้กู

มันนิ่งครู่หนึ่ง ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม แล้วตอบกลับมาว่า ช่วงนี้กูลำบากว่ะ กูไปลงทุนเลี้ยงจระเข้ที่ชุมพร ปรากฏว่ามันเจ๊ง กูไม่มีเงินเหลืออยู่เลย เป็นหนี้เป็นสินเขาเต็มไปหมด มึงพอจะช่วยกูได้หรือเปล่า

มึงจะให้กูช่วยอะไรมึง ก็ในวันนั้นกูก็เป็นเหมือนมึงนี่แหละ กูลำบากไม่รู้จะลำบากยังไง วันนั้นมึงก็ไม่ได้ช่วยกู มึงจำได้มั้ย

ผมพูดสวนกลับไป

มันก็สวนกลับมาทันที มันบอกว่า ถ้ามันไม่ได้ช่วยผม แล้วผมจะประสบความสำเร็จแบบนี้หรือ

ผมถามกลับไปว่า มึงช่วยอะไรกู

มันตอบกลับมาว่า

ก็กูช่วยให้มึงได้บริหารจัดการบริษัทที่กูวางโครงธุรกิจเอาไว้ โดยที่กูเสียสละไม่เข้ามายุ่งอะไรกับมึง มึงจะทำอะไร มึงก็ทำไป แล้วผลที่กูไม่ยุ่งนี่แหละทำให้มึงรวยได้

ผมตอบกลับไปว่า กูไม่ได้รวย กูแค่อดทนพยายามทำงานปลดหนี้ปลดสินให้หมดเท่านั้น

มันก็บอกว่า ก็นั่นแหละทำให้มึงมีแบบนี้ไม่ใช่หรือ

ผมฟังแล้วก็ชักโมโห ผมบอกกับมันว่า

มึงอย่าคิดว่ามึงช่วยกู ช่วยแบบไหนของมึง แบบที่มึงทิ้งบริษัทไป เพราะเห็นว่าบริษัทมีหนี้สินเป็นล้านล้าน มึงมองว่าบริษัทจะเกิดไม่ได้ มึงจึงทิ้งกูไป แล้วผลักภาระทั้งหมดให้กูรับผิดชอบอยู่คนเดียว มึงอย่ามามั่วว่ามึงช่วยกู ช่วยแบบไม่มายุ่งกับธุรกิจแล้วมาทวงบุญคุณ กูเพิ่งเคยเจอมึงนี่แหละคนเดียวในโลก

ก็มึงเอาเงินบริษัทมาจ่ายหนี้บัตรเครดิตของมึงไม่ใช่เหรอ เงินที่เอาไปจ่ายมันเป็นเงินกำไร และเมื่อจ่ายเสร็จมีเหลือ มันก็ต้องเป็นของกูด้วย ตลอดเวลาที่กูไม่อยู่ มึงก็ได้เงินเดือนจากบริษัท ถ้ากูอยู่ด้วย กูก็ต้องแบ่งเงินจากบริษัทเอามาจ่ายเงินเดือนกู บริษัทก็เหลือเงินน้อยลง แล้วมึงจะปลดหนี้ได้เหรอ

ผมนั่งเงียบพร้อมๆ กับกำมือขวาของตนเองเอาไว้แน่น หัวใจเริ่มเต้นระรัวขึ้นมาทันที อาการเลือดขึ้นหน้าเป็นอย่างไร ผมอธิบายไม่ถูก แต่รู้อยู่อย่างเดียวว่า ผมเริ่มคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ มือไม้ปากสั่นไปหมด

บุหรี่ถูกนำออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบขึ้นมาจุดสูบ ผมสูบบุหรี่เข้าไปจนลึกสุดปอด แล้วพ่นควันสีขาวลอยกระจายทั่วโต๊ะอาหารพร้อมพูดขึ้นว่า

แล้วที่มึงบอกว่า มึงยกหุ้นของมึงให้กูในวันนั้น มึงจำคำพูดของมึงไม่ได้เหรอ ลูกผู้ชายพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้นนะโว้ย  ทำไมมึงไม่รักษาสัจจะ ผมเริ่มพูดเสียงแข็งมากขึ้น

กูไม่ได้บอกว่าให้หุ้นมึง กูแค่บอกว่ากูยกบริษัทให้มึง กูหมายถึงว่ายกบริษัทให้มึงบริหารจัดการไปคนเดียว แล้วกูขอเสียสละไปลำบากกับเรื่องอื่น เพื่อให้บริษัทมีเงินเหลือจะได้เอาไปคืนหนี้ได้ มึงตีความหมายกูผิดแล้ว

ผมยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมดื่มทีเดียวหมดแก้ว วางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดังปัง

ไอ้เหี้ย กูไม่คิดว่ามึงจะเหี้ยถึงเพียงนี้

ไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรต่อ มันก็บอกต่อว่า กูไม่ว่ามึงหรอก  มึงจะด่ากูอย่างไรก็เชิญ เอาเป็นว่ามึงจะซื้อหุ้นกูเท่าไร

ตอนนั้นผมไม่สามารถกลั้นอารมณ์เอาไว้ได้อีก ผมพยายามนับหนึ่งถึงสิบ แต่พอนับได้ยังไม่ทันขึ้นเลขสี่ ไม่รู้อะไรพาให้ผมเอื้อมมือไปหยิบขวดเบียร์ที่เหลือเบียร์อยู่ค่อนขวด ลุกขึ้นยืนและเดินไปที่ข้างตัวทนง ง้างมือที่ในมือกำอยู่ที่คอขวดเบียร์ฟาดลงไปที่หัวของมันอย่างจัง

ขวดเบียร์แตกกระจาย พร้อมๆ กับเสียงหวีดร้องของแขกโต๊ะข้างๆ ดังลั่นมาเข้าที่หูทั้งสองข้างของผม

ทนงดูจะไม่เป็นอะไร แต่ผมสังเกตเห็นเลือดสีแดงฉานไหลเป็นทางลงมาที่หน้าผากของมัน มันจ้องหน้าผมและไม่ทันที่ผมจะสบตามัน ผมก็ถีบมันล้มลงจากเก้าอี้ หลังจากนั้นผมกับมันก็มะรุมมะตุ้มกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร

แค่อึดใจเดียวพนักงานเสิร์ฟผู้ชาย 3-4 คน กรูเข้ามาห้ามผมกับมัน โดยล็อคแขนผมเอาไว้ทั้งสองข้าง

ขณะที่ผมถูกล็อค ผมตะโกนด่ามันไปว่า

คนเห็นแก่ตัวอย่างมึง ไม่ควรอยู่บนโลกใบนี้ให้เป็นเสนียด

มันก็ตะโกนใส่ผมกลับมาทันทีว่า คนอย่างมึงที่ลืมบุญคุณคน เห็นแก่ได้ เอาแต่ประโยชน์เข้าตัวเองก็สมควรตาย

นาทีนั้นไม่มีใครสังเกตเห็นว่าทนงถือมีดตัดสเต็กเอาไว้ในมือ และซ่อนอยู่ที่ข้างลำตัวของมันเมื่อไร ในขณะที่เด็กเสิร์ฟ 3 คน กำลังล็อคมือล็อคแขนของผมเอาไว้

สิ้นเสียงคำว่า ผมสมควรตาย มันก็ปรี่เข้ามาแทงผมเข้าที่หน้าอก ผมก้มไปมองเห็นด้ามมีดตัดสเต็กคาโผล่จากหน้าอกผมเยื้องไปทางซ้าย ผมรู้สึกเสียวหัวใจอย่างรุนแรง และไม่ทันถึง 5 วินาที ผมก็ล้มลงและไม่ได้สติ

ร่างของผมถูกหามส่งโรงพยาบาล ในขณะที่แขกทุกโต๊ะลุกขึ้นวิ่งหนีออกจากร้านกันจนหมด

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล หมอบอกว่า ผมตายแล้ว

55คนดีก็ทุกข์แบบคนดี