ควาจริงไม่ลับ

บริหารธุรกิจอย่างไรไม่ให้เจ๊ง บทที่ 12 เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง (หนังสือ เฉพาะคนอยากทำธุรกิจ เล่ม 1)

ผมมาถึงที่ชะอำตอนทุ่มเศษ แวะเวียนหารีสอร์ทที่เคยมาพัก กะจะเลือกบรรยากาศรีสอร์ทที่เป็นส่วนตัวและเงียบสงบ ตั้งใจว่าจะตั้งสติ และหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้สำเร็จลุล่วงให้จงได้

หลังจากเช็คอินเข้าที่พักริมหาดรีสอร์ท ผมก็ออกมานั่งที่ม้าหินรูปวงกลมริมทะเลทันที พร้อมๆ กับสั่งเบียร์ไฮเนเก้นมาดื่มย้อมใจ

ผมยกขวดเบียร์ขึ้นกระดกแล้วกระดกอีกจนหมดขวด วางมันลงบนโต๊ะ และทอดสายตามองท้องทะเลที่เงียบสงบ กับพระจันทร์ดวงโตที่ลอยสง่าอยู่เหนือท้องน้ำ ในมือข้างหนึ่งก็ลูบคลำปากที่แตกและบวมเป่ง

หัวสมองของผมตอนนั้นคิดแต่ว่า ผมจะดูแลบริษัท ยาสัตว์ยิ่งเจริญ จำกัด ต่อไปโดยลำพังได้อย่างไร ภาพของการมะรุมมะตุ้มชกต่อยกับทนงยังอยู่ในหัวผม

พระจันทร์ทอแสงสีนวลในคืนนั้น ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต หากวันใดคนพลั้งเผลอตัดสินใจไปบนความโลภ หายนะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

ยิ่งคิดผมก็ยิ่งว้าเหว่ใจ ผมเคยเป็นคนมีเงิน ไม่เคยได้เดือดร้อนกับเรื่องหนี้สินมากแบบนี้ ต่อแต่นี้ผมจะต้องต่อสู้กับปัญหาที่รุมเร้า ไม่ว่าเจ้าหนี้บัตรเครดิต ไม่ว่าเฮียบึก ผมจะฝ่าไปได้หรือเปล่า เป็นเรื่องที่ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ มันไม่มีทางให้ผมเลือกเป็นอย่างอื่น ผมจะต้องฝ่าไปให้ได้

ผมนอนพักเอาแรง และตื่นขึ้นมาตอนสายของวันใหม่ ความรู้สึกลึกๆ เริ่มดีขึ้น มันเหมือนกับว่าจิตใจได้ทำงานของมันในยามค่ำคืนที่ผมไม่รู้สึกตัวตื่น มันทำหน้าที่ปลอบประโลมผม บอกกระซิบให้ผมอย่าท้อและต้องสู้ต่อไป ชัยชนะอาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมมือคว้า

ผมอาบน้ำอาบท่า เก็บเครื่องใช้ส่วนตัวขับรถกลับกรุงเทพ เพื่อเริ่มทำงานใหม่อีกครั้งอย่างทุ่มเท

ทนงหายไปจริงๆ มันไม่กลับมาเหยียบบริษัท ส่วนผมก็ไม่ได้ติดต่อหามัน

ผ่านไปได้ซักอาทิตย์เศษ ผมเอาความไปปรึกษาทนายคนที่บอกความจริงกับผมเรื่องที่ว่าบริษัทสามารถเพิ่มทุนหุ้นบุริมสิทธิได้ ว่าผมจะปลดทนงออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และจะเปลี่ยนอำนาจกรรมการที่ลงนามผูกพันบริษัท ผมจะทำอย่างไร เพื่อผมจะได้บริหารและจัดการบริษัทได้ต่อไป

ทนายบอกกับผมว่า ให้ผมใช้มาตรา 1173 – 1174

มาตรา ๑๑๗๓ การประชุมวิสามัญจะต้องนัดเรียกให้มีขึ้น ในเมื่อผู้ถือหุ้นมีจำนวนหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าแห่งจำนวนหุ้นของบริษัท ได้เข้าชื่อกันทำหนังสือร้องขอให้เรียกประชุมเช่นนั้น ในหนังสือร้องขอนั้นต้องระบุว่าประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อการใด

มาตรา ๑๑๗๔ เมื่อผู้ถือหุ้นยื่นคำร้องขอให้เรียกประชุมวิสามัญดั่งได้กล่าวมาในมาตราก่อนหน้านี้แล้ว ให้กรรมการเรียกประชุมโดยพลัน

ถ้าและกรรมการมิได้เรียกประชุมภายในสามสิบวันนับแต่วันยื่นคำร้องไซร้ ผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ร้อง หรือผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ รวมกันได้จำนวนดั่งบังคับไว้นั้นจะเรียกประชุมเองก็ได้

มาตรานี้เป็นการใช้สิทธิเรียกประชุมโดยผู้ถือหุ้น ซึ่งผมเองนั้นถือหุ้นเกิน 1 ใน 5 แห่งทุนอยู่แล้ว ก็ผมถือหุ้นเกือบ 51% ในขณะที่ทนงถือหุ้นเกือบ 49% ผมสามารถเรียกประชุมและปลดทนงออกจากการเป็นกรรมการ และเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการมาเป็นผมเซ็นชื่อคนเดียวและประทับตราสำคัญของบริษัทได้เลย

ผมกลายมาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเต็มตัว เพราะผมได้เรียกประชุมอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา ๑๑๗๕ คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ให้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัท ก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่เป็นคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษ ให้กระทำการดังว่านั้นก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน

คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่นั้น ให้ระบุ วัน เวลา และสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากัน และในกรณีที่เป็นคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษให้ระบุข้อความที่จะนำเสนอให้ลงมติด้วย

ปรากฏว่าทนงไม่ได้เข้าประชุม และในวันประชุม มีผมกับผู้ถือหุ้นที่ผมรู้จักที่ถือ 1 หุ้น รวมเป็นผู้ถือหุ้น 2 คน ถือหุ้นรวมกันเกิน 1 ใน 4 แห่งทุน ถือว่าครบเป็นองค์ประชุม ผมจึงผ่านมติที่ประชุมได้ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 100 ของเสียงที่มาประชุมกัน นับว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่ง มติให้ปลดทนงออกจากการเป็นกรรมการ และเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการบริษัท เป็นผมลงนามคนเดียว และประทับตราจึงผ่านได้สบาย

หลังจากดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็มุมานะทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ กะว่าจะฟื้นฟูบริษัท สร้างรายได้เอาไปจ่ายหนี้บัตรเครดิต 10 ใบ และจ่ายเงินปันผลให้กับเฮียบึกให้ได้

เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง