ควาจริงไม่ลับ

บริหารธุรกิจอย่างไรไม่ให้เจ๊ง บทที่ 7 ปรับปรุงงบการเงิน (หนังสือ เฉพาะคนอยากทำธุรกิจ เล่ม 1)

จำได้ว่าก่อนที่เฮียบึกจะเข้ามาร่วมหุ้นในบริษัทใหม่ ผมเคยทำตัวเลขของทรัพย์สิน หนี้สิน และทุนของบริษัทเก่าให้เฮียบึกดู โดยต่อมา ผมบอกเฮียบึกว่า จำเป็นต้องตั้งบริษัทใหม่ และผมจะย้ายทรัพย์สิน หนี้สิน และทุนตามบัญชีที่ผมโชว์ให้เฮียบึกดูมาไว้ที่บริษัทใหม่ ซึ่งเฮียบึกก็ตอบตกลง และไม่ได้ท้วงติงแต่ประการใด จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นเดือนธันวาคม

เมื่อตั้งบริษัทใหม่เสร็จในเดือนมกราคมปีต่อมา ผมกลับลืมเอกสารงบการเงินจำลองที่เคยส่งให้เฮียบึกดูเมื่อเดือนธันวาคมก่อนปิดงบการเงิน ว่าจริงๆ แล้ว ผมจะต้องปิดงบการเงินให้ปรากฏตัวเลขตรงกับเอกสารที่ผมส่งให้กับเฮียบึก แต่พอปิดงบออกมา ตัวเลขทรัพย์สินของบริษัทใหม่กลับหายไป 0.6 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนที่ 2.0 ล้านบาท

ผมกับทนงจึงปรึกษาหารือกันว่า ทรัพย์สินที่หายไปเป็นเพราะผมกับมันยังลงทุนเข้าบริษัทมาไม่ครบ และรายการนี้ผู้สอบบัญชียืนยันว่า จะต้องเป็นรายการลูกหนี้เงินกู้กรรมการอย่างเดียว เพราะผมไม่สามารถจะหาทรัพย์สินอื่นใดมาทดแทนได้

ผมกับทนงจึงคุยกันว่า ถ้าขืนโชว์ตัวเลขว่าบริษัทปล่อยกู้ให้กับกรรมการ งานนี้หากเฮียบึกรู้เข้า มันจะเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับข้อมูลที่เคยยื่นให้กับเฮียบึกไป เดี๋ยวเฮียบึกจะพาลโกรธไปกันใหญ่

ว่าแล้วผมก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องของความลับทางการค้า ได้แก่ รายชื่อลูกค้าเกือบ 200 ร้านค้า ที่บริษัทใหม่อยู่ๆ จะได้มาเปล่าๆ มันคงจะไม่ยุติธรรม บริษัทใหม่จำเป็นจะต้องซื้อความลับทางการค้านี้มาจากบริษัทเก่า ถ้าผมสามารถทำรายการระหว่างกันได้ ผมก็จะแก้ปัญหาลูกหนี้เงินกู้กรรมการได้ เพราะผมจะเอาความลับทางการค้ามาบันทึกเป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตนในงบดุลของบริษัทจำนวน 0.6 ล้านบาท และทรัพย์สินไม่มีตัวตนรายการนี้สามารถตัดค่าเสื่อมราคาได้อีกต่างหาก

ในที่สุดผมก็ทำรายการให้บริษัทใหม่ซื้อความลับทางการค้าจากบริษัทเก่า 0.6 ล้านบาท มีเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยบริษัทใหม่ต้องจ่ายภาษีซื้อ ส่วนบริษัทเก่าต้องมีภาษีขาย

ผมตกลงใจยื่นภาษีขายความลับทางการค้า 7% ให้กับบริษัทเก่า และให้บริษัทใหม่ยื่นภาษีซื้อ 7% ให้กับสรรพากร ผลเป็นว่า บริษัทใหม่สามารถขอเคลมภาษีซื้อกลับคืนได้ ในขณะที่บริษัทเก่าต้องจ่ายภาษี สรุปความว่า ถ้าเงินจำนวนนั้นเป็นเงินกระเป๋าเดียวกัน ก็มีความหมายว่า บริษัทเก่าจ่ายภาษี ส่วนบริษัทใหม่ขอคืนภาษี สุดท้ายแล้วก็ไม่ต้องเสียภาษีอะไร

การแก้ปัญหาของผมเรียบร้อยไปด้วยดี โดยผมยังแอบภาคภูมิใจลึกๆ กับความสามารถทางการเงินที่ยากจะหาตัวจับ ผมบอกกับทนงว่า ผมเป็นพ่อมดทางการเงิน สามารถจะเสกรายการลูกหนี้เงินกู้กรรมการให้กลายเป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตนได้ มึงว่าสุดยอดมั้ยล่ะ

ทนงตอบคำเดียวสั้นๆ ว่า มึงเก่ง

ผ่านเดือนธันวาคมปีที่ 2 ไปอย่างรวดเร็ว เฮียบึกก็ร้องขอเงินปันผล ว่าแกต้องได้จากหุ้นบุริมสิทธิตามที่ตกลงกันไว้คือ 200,000 บาท เพราะผลประกอบการบริษัทมีกำไร 50,200 บาท แกบอกว่าตามข้อตกลงแกจะได้ 2 บาท/หุ้น ซึ่งผมก็บอกเฮียบึกไปว่า ผมขอยืดเวลาการจ่ายออกไปหน่อย เพราะตอนนี้บริษัทยังตึงๆ อยู่

พอผมพูดแค่นี้ แกจึงสวนกลับมาว่า ตึงๆ อะไร ก็ตอนต้นปีเฮียเข้าลงทุน บริษัทมีเงินสดอยู่ตั้งหกแสนบาทไม่ใช่หรือ นี่ไงเอกสารที่คุณทำให้กับเฮีย

ผมเห็นเอกสารก็ใจไม่ค่อยดี เพราะผมรู้แล้วว่า ที่เฮียบึกบอกว่ามีเงินหกแสนบาทอยู่ ก็เป็นไอ้เงินจำนวนนั้นแหละที่ผมกับทนงจ่ายค่าหุ้นไม่ครบ ในตอนนั้นผมใส่เป็นรายการเงินสด ที่ผมบอกกับเฮียบึกว่า เรามีเก็บเอาไว้ แต่มาวันนี้ผมจะบอกกับเฮียบึกอย่างไร ว่าเงินหกแสนบาทไม่ได้มีอยู่จริง ตอนนี้มันเปลี่ยนไปเป็นรายการทรัพย์สินไม่มีตัวตนไปเรียบร้อยแล้ว

ในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ ผมตัดสินใจไม่เผชิญหน้ากับเฮียบึก แต่บอกกับเฮียบึกไปว่า จะโอนเงินสองแสนบาทให้กับเฮียบึกอีกไม่เกิน 7 วัน ซึ่งผมก็ทำไม่ได้

ปรับปรุงงบการเงิน