ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

บทเรียนหุ้นปี 58 (เจ็บแล้วจำ)

ชั่วโมงเรียนหุ้นสัปดาห์สุดท้ายของปี 58 ผมมานั่งทบทวนดูหุ้นที่ตัวผมเองลงทุนอยู่ติดลบทั้งพอร์ต 11% กว่าๆ ผมบอกกับตัวเองว่า นี่ขนาดผมเป็นคนวิเคราะห์หุ้นที่มีอาการโรคจิตแล้ว โดยกว่าที่จะซื้อแต่ละตัว ผมจะต้องวิเคราะห์ และเก็บหมัก บ่ม เพาะเอาไว้นานมาก รอจนกว่าจิตใต้สำนึกจะเห็นพ้องตามที่ผมได้ตัดสินใจไปแล้วในเบื้องต้น พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ผมจะต้องมีคนข้างในคอยอนุมัติหุ้น ว่าตัวนี้เอา ตัวนี้ยังไม่เอา ตัวนี้เอาแต่รอก่อน ตัวนี้ขายทิ้งเพราะจินตนาการผิดพลาดไป

ที่ผมมีอาการแบบนี้เป็นเพราะในอดีต ผมเล่นหุ้นแบบไม่มีจิตวิญญาณของเจ้ามือ ของรายใหญ่ ของคนทำธุรกิจ ว่าการพยายามจะทำให้หุ้นขึ้นหุ้นลง มันเป็นเกมด้วย มันไม่ใช่เป็นเพราะธรรมชาติอย่างเดียว

ธรรมชาติอย่างเดียวหมายถึง เมื่อหุ้นมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ที่โตขึ้น ราคาหุ้นก็ต้องขึ้น

ใช่ครับ ราคาหุ้นมันขึ้นแน่ แต่ก่อนที่ราคาจะขึ้น จะมีคนเข้ามาเก็บ แล้วไอ้คนที่เข้ามาเก็บนี่แหละ คือคนที่รู้ข้อมูลภายในของหุ้น ว่าในอนาคตหุ้นจะดี และจะทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปได้สูงสุดที่ราคาใด

ไอ้โม่งนี่ ไม่ต้องบอกว่าเป็นใคร เอาว่าไม่ใช่นักเรียนก็แล้วกัน พวกนี้จะวางแผนซื้อถูกและขายแพงกับเราตลอดเวลา โดยใช้วิธีการแบบเดิมๆ

(1) ซื้อเก็บตอนที่ราคาหุ้นไม่ขึ้นระหว่างซื้อเก็บทำสัญญาณทางเทคนิคให้ขายตลอดเวลา

(2) เมื่อเก็บได้ที่ ก็จะปฏิบัติการลากหุ้น โดยระหว่างที่ลาก ข่าวดีจำนวนมากยังไม่ถูกปล่อยออกมา แต่ราคาหุ้นขึ้นไปแล้วเป็น 100%

(3) ประกาศข่าวดี แล้วลากราคาหุ้นขึ้นไปอีก ตรงนี้แหละครับ รายย่อยจะเข้าไปซื้อ ซึ่งรายใหญ่ก็จะขาย ฟันกำไร แล้วเดินจากไป

(4) รายย่อยจะติดหุ้น เพราะหุ้นไม่ขึ้นต่อ รายย่อยจึงกลายเป็นคนพยุงราคาหุ้นให้กับเจ้าของ (ผู้ถือหุ้นใหญ่) ให้หุ้นไม่ตก

(5) หุ้นจะประกาศปันผลที่ 2% เทียบกับราคาหุ้น ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร นักเรียนที่ติดหุ้นเลยทำใจ ว่าถือเอาไว้ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็เหมือนกับการฝากธนาคาร

เหตุการณ์ตามข้อ (5) ก็ยังถือว่าโชคดี หากนักเรียนเข้าไปซื้อหุ้นที่ดี ที่มีอนาคต แต่นักเรียนโดนออกของ ซึ่งหมายถึงว่า หากนักเรียนถือหุ้นตัวนี้นานอีกหน่อย และหุ้นคลอด EPS เป็นบวกทุกปี งานนี้นักเรียนมีสิทธิหลุดจากการติดหุ้นได้ และในระยะกลางถึงยาว นักเรียนมีสิทธิที่จะได้รับกำไร

แต่ถ้าหากนักเรียนโชคร้ายไปลุยซื้อหุ้นปั่นเข้า นักเรียนก็จะซวย เพราะหุ้นนั้นไม่มีอนาคต ไม่มีพื้นฐานรองรับ ราคาจะกลับไปได้ นักเรียนไม่สามารถวิเคราะห์ได้เลยว่าเมื่อไร สาเหตุเพราะหุ้นไม่สามารถเดา EPS ในอนาคตได้เลย

ถ้านักเรียนเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วนักเรียนไม่กล้าตัดสินใจขายขาดทุน เพื่อเอาเงินทุนที่เหลือแม้จะไม่เท่าเดิม เอากลับมาลงทุนในหุ้นตัวใหม่ที่มีอนาคตมากกว่า งานนี้ชีวิตการลงทุนในหุ้นของนักเรียนจะจบ

ความพ่ายแพ้ต่อการลงทุนจะเกิดขึ้น เพราะนักเรียนเข้าสนามรบ โดยไม่รู้จักทักษะในการรบ โอกาสรอดตายเป็นศูนย์

ที่เขียนเล่ามาทั้งหมดก็คือเหตุการณ์ที่คนเล่นหุ้นทุกคนต้องเจอ ไม่มีใครไม่เจอ

หลับตาแล้วย้อนนึกไปต่อถึงเหตุการณ์หุ้นหลายตัวในอดีต

(1) หุ้น WAVE ที่ขึ้นไปใกล้ 100 บาท แล้วแตก PAR มาเป็น 1 บาท ราคาสูงสุดในปีนี้ขึ้นไปเกือบ 10 บาท ราคาในปัจจุบันอยู่ที่ 4 บาทกว่าๆ

เชื่อว่ามีนักเรียนซื้อไปเยอะ ถ้านักเรียนเคยเรียนหนังสือกับผม ผมบอกว่าผมซื้อไว้ที่ 1 บาทกว่าๆ ราคามีโอกาสขึ้นได้ถึง 10 บาท แต่เมื่อนักเรียนไม่ได้ซื้อที่ 1 บาทกว่าๆ มาซื้อที่ 6 บาท, 7 บาท นักเรียนไม่ควรซื้อ เพราะนักเรียนอาจมาซื้อหุ้นที่ผมขายทิ้งออกมาก็ได้ ผมไม่อยากกินพวกเดียวกันเอง

บทเรียนนี้บอกให้รู้ว่า คน 2 คน มองต่างมุมกัน ผมพยายามจะหาจุดขาย แต่นักเรียนที่เสพข่าว ที่เชื่อว่าจะขึ้น พยายามจะมองจุดที่สามารถจะซื้อลงทุนได้ เพราะหุ้นน่าจะขึ้นไปอีกจนถึงเท่านั้นเท่านี้

กรณีศึกษาหุ้น WAVE นี้น่าสนใจมาก คนสองคนมองต่างมุมกัน เจ้ามือมองจุดขาย จึงต้องซื้อก่อนใคร ส่วนแมงเม่ามองจุดซื้อ จึงต้องรีบซื้อให้ไว แม้ราคาหุ้นจะขึ้นมาเยอะแล้วก็ตาม เพื่อจะได้กำไรบ้าง

นักเรียนเห็นความต่างที่มีนัยยะมากๆ ต่อการทำกำไรหรือเปล่า

(2) หุ้นอีกตัว คือ หุ้น PDI มี P/BV ประมาณ 1 เท่า ตอนต้นปี 58 ผมเอามาวิเคราะห์สอนนักเรียนว่า หุ้นตัวนี้จะเลิกทำเหมืองสังกะสี แต่หากดูฐานะทางการเงินหลังเลิกเหมือง PDI มีเงินทุนทั้งเงินของกิจการและเงินกู้เหลืออยู่เยอะมาก (หลายพันล้านบาท) PDI จึงเป็นหุ้นที่ถ้าหากหาโครงการผูกขาดมาทำได้ งานนี้ PDI มีโอกาสเทิร์นอราวด์

ยังไม่ทันที่จะข้ามกลางปี 58 ผู้ถือหุ้นใหญ่ PDI ก็ประกาศขายหุ้นที่ตัวเองถือครองให้กับกลุ่มคันทรี่ แถมขายในราคาที่ต่ำกว่าที่ตัวเองซื้อมาเกือบครึ่ง เหตุการณ์นี้ทำให้ผมกินไม่ได้นอนไม่หลับ หยุดการซื้อ PDI ไปทันที เพราะผมยังงงว่า หากผมเป็นเจ้าของ PDI เหตุการณ์ใดบ้างที่ผมจะยอมขาย PDI แบบขาดทุน ทั้งๆ ที่งบการเงินของ PDI ก็ไม่ได้ขี้เหร่ ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องขายขาดทุน

การไม่เข้าใจพฤติกรรมและเหตุการณ์บางอย่างที่มีผลต่อการขับเคลื่อนกิจการ อย่างการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้ผมถอยออกมาจาก PDI แต่ยังคงเฝ้ามอง PDI อย่างตาไม่กระพริบ เพราะเหตุการณ์การขายหุ้นให้กับกลุ่มคันทรี่ ยังไงต้องมีผลต่อราคาหุ้นที่จะปรับตัวขึ้นในอนาคตแน่ แต่ไม่รู้เมื่อไร

การจับตาดูจะทำให้เรารู้ว่าจังหวะใดควรเข้าลงทุน

มันเหมือนการที่นักเรียนรอขึ้นขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-สุไหงโกลก แต่มีญาติมีคนมาส่งนักเรียนจำนวนมาก (กิจกรรม/ภาระเยอะ) นักเรียนจึงรอพูดคุยกับญาติ จนกระทั่งอูดรถไฟร้องดังขึ้น และล้อรถไฟก็เริ่มขยับ วินาทีนั้นแหละนักเรียนจึงบอกลาญาติ แล้วกระโดดขึ้นขบวนรถไฟ โดยเมื่อนักเรียนยืนอยู่บนรถไฟแล้ว นักเรียนก็โบกมือเป็นสัญลักษณ์กล่าวคำอำลาญาติ

ชีวิตนับจากนี้ นักเรียนไปถึงสุไหงโกลกแน่

บทเรียนนี้จึงบอกนักเรียนว่า จะตัดสินใจซื้อหุ้นต้องอย่ารีบ ใจเย็นๆ

มีนักเรียนบางคนถามมาว่า อาจารย์ครับถ้าผมติดหุ้นแล้ว ผมจะทำอย่างไรดี

ผมก็ขอตอบว่า

(1) ถ้าติดหุ้น ต้องหมายถึงหุ้นตกลงมากกว่า 30% แล้ว หุ้นของนักเรียนตกลงเกิน 30% แล้วหรือยัง ถ้ายัง ยังไม่ต้องทำอะไร ถ้าหุ้นที่นักเรียนซื้อเป็นหุ้นดี และมีอนาคต

(2) ถ้าตกยังไม่ถึง 30% หรือตกเกิน 30 % หากนักเรียนมีเงิน และหุ้นที่ตกเป็นหุ้นดีและมีอนาคตแน่ นักเรียนสามารถทยอยซื้อเพิ่มได้ แบบไม่ต้องรีบ แบบไม่ต้องโมโห ใจเย็นๆ ขำๆ ไปกับการซื้อเพิ่ม แบบที่เราไม่เดือดร้อน

(3) ถ้าเกิดเหตุการณ์ในข้อ (2) แล้วนักเรียนไม่มีเงิน นักเรียนก็หางานทำอย่างหนัก เพื่อให้เหลือเงินเอามาลงทุนเพิ่ม แบบไม่ต้องเร่งรีบ

บ่อยครั้งไปที่ระหว่างการหาเงินเพิ่ม หุ้นก็ดีดกลับมาที่เดิมแล้ว

(4) แต่ถ้านักเรียนถือหุ้นเน่า (ไม่มีอนาคต) ไม่ว่ามันจะตกมากี่% ก็แล้วแต่ นักเรียนต้องเปลี่ยนตัว

การเปลี่ยนตัวเปรียบได้กับการที่นักเรียนโยนลูกระเบิดที่ถืออยู่ในมือทิ้งไป พอโยนทิ้งไป ไม่ถึง 2 วินาที ระเบิดก็ได้ระเบิดขึ้นดังสนั่น อยากถามนักเรียนว่า ความรู้สึกในใจนักเรียนตอนได้ยินเสียงระเบิดดัง ใจของนักเรียนจะไม่คิดเสียดายเงินที่เกิดจากการเจ๊งหุ้นเลย

(5) จากข้อ (4) เมื่อได้ทุนกลับคืน ชีวิตก็คือการเริ่มต้นใหม่

ความผิดพลาดจากการเล่นหุ้นครั้งก่อน นำมาซึ่งความฉลาดในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จในรอบใหม่

จริงๆ แล้ว ความสำเร็จของการลงทุนที่เรียกได้ว่าเป็นความลับ ก็คือ การเอาชนะใจของตัวเองให้ได้ เมื่อใจเราหยุดโลภ โกรธ หลง การลงทุนจะดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา

ขอให้นักเรียนโรงเรียนสอนเล่นหุ้นทุกคนมีความหวัง มีกำลังใจ อย่ายอมแพ้ต่อการลงทุน ล้มแล้ว แพ้แล้ว ลุกขึ้นสู้กับมันใหม่ ด้วยวิธีการแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm