ครูพัก...ลักจำ พี่แป๊ก แ

ทุกความหวัง สร้างเองได้

เต็มใจ : Hello วันนี้มีอะไรน่าสน มา Update กันบ้างเอ่ย

พอดี : พอดีก็กำลังจะถามพี่อยู่พอดีเลย

เต็มใจ :  อ้าว….ซะงั้น

พอดี : พี่ไม่ได้อ่านข่าวมาบ้างเหรอ

เต็มใจ : ก็พออ่านมาบ้าง  พี่อ่านคอลัมน์ บทบรรณาธิการใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจมา  เค้าบอกว่า ทุกความหวัง สร้างเองได้

พอดี : ยังไงค่ะพี่

เต็มใจ :  เค้าบอกว่า ในภาวะที่กระแสเศรษฐกิจโลกดูจะยังไม่มีสัญญาณดีๆ อะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะเริ่มมีข่าวดีมาบ้างนิดหน่อย   รวมถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศจีนด้วย  ซึ่งจีนที่เคยจะมีทีท่าจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในย่านเอเชีย

พอดี :  แต่ทว่า  กลับเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวซะเอง จนกระทั่งส่งผลกระทบไปแทบจะทุกมุมโลก

เต็มใจ : ใช่แล้ว…โดย ข้อมูลจาก มูดี้ส์ (สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ) ระบุว่า เศรษฐกิจจีนอาจเติบโตในอัตราที่ช้าลงนับตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงสิ้นทศวรรษนี้   ซึ่งล่าสุดจีนได้อัดฉีดเงินเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์จากทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศ เข้าสู่ธนาคาร 2 แห่งซึ่งปล่อยกู้ตามคำสั่งของรัฐบาล  โดยการกระทำนี้มีขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา

พอดี : โอ้โห … 1 แสนล้านดอลลาร์  เลยเหรอ

เต็มใจ : ใช่   โดยแบ่งเป็นเงิน 48,000 ล้านดอลลาร์เข้าธนาคารเพื่อการพัฒนาจีน และเงินอีก 45,000 ล้านดอลลาร์เข้าสู่ธนาคารเพื่อการส่งออก-นำเข้าของจีน   โดยการเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นเพื่อเพิ่มฐานเงินทุนและสนับสนุนเศรษฐกิจ   จากก่อนหน้านี้เคยลดดอกเบี้ย 4 ครั้งตั้งแต่ พ.ย. 2557 และลดสัดส่วนกันสำรองภาคธนาคาร   ไม่ตกถึงภาคเศรษฐกิจจริง โดยส่วนใหญ่ไหลไปสถาบันการเงินและตลาดหุ้น

พอดี :  และในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเคยเป็นความหวังทางเศรษฐกิจของโลกอีกด้านหนึ่ง ก็ปรากฏว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศมีเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรงอาจจะเป็นแนวโน้มระยะกลางที่ดำเนินต่อไปอีกหลายปี ทั้งบราซิล ตุรกี และแอฟริกาใต้ต่างเผชิญความเสี่ยง และประเทศกลุ่มนี้ยังได้รับแรงกดดันจากทั้งปัญหาการเมืองภายในประเทศ และประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศมีเศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่เชื่องช้ากว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลกเป็นอย่างมาก ทั้งเป็นแนวโน้มระยะกลางที่จะดำเนินต่อไปเป็นเวลาระยะหนึ่ง โดยแอฟริกาใต้ และตุรกีเป็นสองประเทศที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ เพราะทั้งคู่มีหนี้สินสกุลดอลลาร์อยู่ระดับสูงส่วน

เต็มใจ : มาดูในส่วนของประเทศไทยกันบ้าง   ประเทศไทยก็เผชิญสภาวะเศรษฐกิจซบเซาเช่นกัน จะเห็นได้ว่า ภาคธุรกิจทั้งหลายต่างต้องสรรหากลยุทธ์พยุงความอยู่รอดของตนเองให้ได้  โดยมีรายงานธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) พบว่ามีผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกกำไรรวมกว่า 1.65 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ปล่อยสินเชื่อใหม่กว่า1 แสนล้านบาท โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อใหม่สูงสุด 6.8 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนยังมีอยู่มาก ธนาคารออมสินก็มีสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นกว่า 1 หมื่นล้านบาท

พอดี : ถ้าฟังจากที่พี่เล่ามา  จากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า ทุกธุรกรรม ทุกกิจกรรมยังต้องดำเนินต่อไป ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อหาช่องทางดำเนินชีวิต เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ประเทศไทยจะเพิ่งเพิ่มความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงที่ไม่คาดคิด แต่จะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น หากทุกคนตั้งสติให้มั่นคงยามเผชิญเหตุร้ายแรง เรียกความเชื่อมั่นกลับมา หนทางที่จะก้าวต่อไปย่อมมีเสมอ ความหวัง ความเชื่อมั่นต่อตัวเอง และความปรารถนาดีต่อประเทศจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ผ่านพ้นทุกวิกฤตไม่ว่าจะเบา หรือหนักหนาเพียงใด

เต็มใจ : เยี่ยมมากเลยครับ  พี่ขอเป็นกำลังใจให้ประเทศไทยผ่านพ้นเรื่องราวเลวร้ายเหล่านี้ไปได้โดยเร็วละกันน่ะ

พอดี : ใช่ค่ะ พอดีก็เป็นอีกหนึ่งกำลังใจค่ะ และขอให้คนไทยรักกันมากๆ น่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ