Head ครูพักลักจำ

ทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่มีต่อค่าเงิน 3

พ่อ : ยังจำได้มั้ยครั้งที่แล้วว่า ใฝ่ดีบริจาคเงินช่วยน้ำท่วมไปเท่าไหร่

ใฝ่ดี : จำได้ครับ 10,000 บาทไงครับ

พ่อ : เมื่อใฝ่ดีบริจาคเงิน 10,000 บาท แล้วยังมีผู้ไม่ประสงค์ออกนามบริจาคตั้ง 1,000,000 บาท  ใฝ่ดีจึงรู้สึกว่าคนที่บริจาค 1.0 ล้านบาทนี้ รวยเหลือเกิน  เพราะคิดไปว่า 10,000 บาทนั้นต่างกับ 1.0 ล้านบาทเหลือเกิน  แต่ถ้าหากคิดให้ละเอียดและวิเคราะห์ให้ซึ้งจริงๆ คนที่บริจาค 10,000 บาท บริจาค 10% ของรายได้ที่ตัวเองมี แต่คนบริจาค 1.0 ล้านบาท ไม่ได้บริจาคจากรายได้ เอาเงินคนอื่นมาบริจาค เอาหนี้มาบริจาค และอีกไม่นานตัวเองก็จะถูกฟ้องล้มละลาย คนบริจาค 1.0 ล้านบาทจึงไม่แคร์และไม่ได้สนใจกับจำนวนเงิน  เขาไม่รู้สึกกับมันเสียด้วยซ้ำไปว่าเงินนั้นมันมีความหมายสำหรับเขา

ใฝ่ดี : เข้าใจแล้วละครับ  ก็มันไม่ใช่เงินของเขานิครับ เขาก็เลยไม่สนใจได้ในจำนวนเงินได้ แต่ถ้าเป็นเงินของเขาละครับ

พ่อ : งั้นถ้าเราเปลี่ยนจากคนที่จะถูกฟ้องล้มละลายเป็นคนที่ไม่ถูกฟ้องล้มละลาย และกลับเป็นคนมีฐานะ  คือสามารถหารายได้มาได้เดือนละ 10 ล้านบาท  จากการทำธุรกิจ และในเดือนนั้นเขาได้บริจาคช่วยน้ำท่วม 1.0 ล้านบาท  คิดเป็นเงินบริจาค 10% ของรายได้  พ่อจะถามว่า  ถ้าในกรณีนี้คนบริจาค 10,000 บาท กับคนบริจาค 1.0 ล้านบาท รวยเท่ากันใช่หรือเปล่า

ใฝ่ดี: จะตอบยังไงดีละครับ ในความคิดผมยังไงคนบริจาค 1.0 ล้านบาท แล้วไม่มีหนี้ก็รวยอยู่ดี

พ่อ : ถ้าตอบว่า “รวยเท่ากัน ถ้าเราพิจารณาในเชิงเปอร์เซ็นต์ของการบริจาคเมื่อเทียบกับรายได้  คนสองคนนี้บริจาค 10% เท่ากัน”  แต่ถ้าตอบว่า “รวยไม่เท่ากัน  ก็เพราะถ้าเราพิจารณาในเชิงปริมาณเงิน เพราะ 10,000 บาท กับ 1.0 ล้านบาท  มันต่างกันคนละเรื่อง”

แต่ถ้าเราเอาคำถามนี้ไปถามนักการเงิน  นักการเงินจะบอกว่า คนสองคนรวยเท่ากัน  ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย  เพราะคนสองคนนี้จะรู้สึกกับค่าเงินที่เท่ากัน ไม่ได้ต่างกัน

ใฝดี :  เข้าใจแล้วครับ

พ่อ : ปัญหานี้หลายคนจะเข้าใจได้ยาก  แต่ถ้าใฝ่ดีพิจารณาให้ดี เราจะรู้สึกถึงความจริงที่พ่อได้อธิบายให้ฟังไป  โดยจะทำความเข้าใจได้ว่า คนมีเงิน 10 ล้านบาท แล้วรู้จักคำว่าพอ  แต่กับคนมีเงิน 1,000 ล้านบาท แล้วยังไม่รู้จักพอ  คนมีเงิน 10 ล้าน อาจจะรวยกว่าคนที่มีเงิน 1,000 ล้านบาท  เพราะขาเริ่มรู้สึกกับค่าเงินที่น้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่รู้สึกกับค่าเงินอีกต่อไป  ไม่ต่างจากคนที่ล้มละลายที่ 1.0 ล้านบาทอาจไม่มีความหมายสำหรับเขาเลย  มันเป็นเพียงแค่ตัวเลข  ด้วยเหตุนี้หากใฝ่ดีเชิญชวนคนที่ไม่รู้สึกกับเงิน 1.0 ล้านบาท ให้เขาเอาเงิน 1.0 ล้านบาทมาลงทุนร่วมกับใฝ่ดี เขาจะปล่อยให้ใฝ่ดีจัดการการลงทุนโดยไม่ได้สนใจว่าจะต้องมายุ่งเกี่ยวในการบริหาร และจัดการ  เขาจะเอาเวลาอันมีค่าของเขาไปยุ่งอยู่กับโครงการลงทุน 100 ล้านบาท 1,000 ล้านบาทที่เขารู้สึกกับมันดีกว่า แต่ถ้าหากใฝ่ดีชวนเพื่อนของใฝ่ดีที่ชั่วชีวิตเก็บเงินเอาไว้ได้ 1.0 ล้านบาท และให้เขาเอาเงิน 1.0 ล้านบาทมาลงทุนในธุรกิจร่วมกับใฝ่ดี ใฝ่ดีจะพบว่าเพื่อนของใฝ่ดีคนนี้จะยุ่งวุ่นวายกับธุรกิจนี้มากเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะเงิน 1.0 ล้านบาทของเพื่อนนั้นมันมีความหมายกับเขามากเหลือเกิน

ใฝ่ดี : นี่ก็ถือว่า การที่เราเข้าใจในเรื่องของการรู้สึกต่อค่าเงิน ถือเป็นโอกาสที่เราจะเลือกชักชวน หุ้นส่วนที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับเราได้อย่างถูกคนและถูกใจด้วยสิน่ะครับ

พ่อ : เห็นรึยัง ใฝ่ดี…..  ถ้าใครเข้าใจเรื่องของความรู้สึกที่มีต่อค่าเงินของคนแต่ละคน  คนคนนั้นก็จะไม่ติดกับดักของปริมาณเงิน  คนคนนั้นจะโลดแล่นเชิญชวนคนหลายๆ คนให้เข้าลงทุน  โดยไม่ได้สนใจว่า ตัวข้านั้นยากจน  แต่เขาจะสนแค่เพียงเป้าหมายของนักลงทุนที่ถูกเชิญให้เข้ามาลงทุน นัลงทุนจะรู้สึกต่อค่าเงินอย่างไร ถ้านักลงทุนรู้สึกกับค่าเงินน้อยๆ เขาก็จะเชิญชวนให้ลงทุนในโครงการยักษ์ๆ ใหญ่ๆ แต่ถ้ารู้สึกต่อค่าเงินมาก เขาก็จะเชิญชวนให้ลงทุนในโครงการเล็กๆ เป็นต้น

ใฝ่ดี : เท่าที่ฟังพ่อสอนมา ผมขออนุญาตสรุปได้แบบนี้นะครับ  คือ คนที่คิดจะเป็นนักลงทุนจะต้องเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ ของคนที่มีเงิน ว่าเขาคิดต่อเงินที่เขามีอย่างไร  เพื่อประโยชน์ต่อการลงทุนที่…และใครที่เข้าใจเรื่องนี้จะเริ่มใจใหญ่  เห็นภาพของความเป็นไปได้ในการระดมทุนกับหลากหลายผู้คน โดยไม่ได้มีข้อจำกัดอีกต่อไปว่า ตัวเขาเองนั้นไม่มีเงิน ยากจน เขาไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวยมาก่อนจึงจะลงทุนได้ เขาต้องเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของคนที่มีต่อค่าเงินต่างหาก  จึงจะเป็นบทเริ่มต้นของการลงทุนในโครงการในฝันของตนเอง

พ่อ : สรุปได้แบบนี้แสดงว่าใฝ่ดีเข้าใจเรื่องของความรู้สึกที่มีต่อค่าเงินแล้วละนะ

ใฝ่ดี: ขอบคุณพ่อมาก ๆ ครับ