Head ครูพักลักจำ

ทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่มีต่อค่าเงิน 2

ความรู้สึกที่มีต่อค่าเงิน

พ่อ : พร้อมรึยังใฝ่ดี…วันนี้เราจะมาคุยกันต่อเรื่องของความรู้สึกที่มีต่อค่าเงินที่แตกต่างกันของแต่ละคน

ใฝ่ดี : พร้อมซิครับพ่อว่ามาเลย

พ่อ : ครั้งที่แล้วเราเข้าใจแล้วว่าแต่ละคนจะรู้สึกกับค่าเงินต่างกันออกไป  ถ้าจะให้สรุปก็คงจะพูดได้ว่า คนจนรู้สึกต่อค่าเงินมากกว่าคนรวย เช่น ซาเล้งกับใฝ่ดี (ไม่ใช่ว่าลูกรวยน่ะ และมีฐานะที่ดีกว่าซาเล้งเท่านั้นเอง) กับเงิน 10 บาท  ด้วยเหตุนี้หากลูกจะบริจาคเงินเพื่อทำบุญทอดผ้าป่า ทอดกฐิน หรือช่วยผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม ฯลฯ สมมติน่ะ ว่า ถ้าใฝ่ดีจะบริจาคช่วยผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม 10,000 บาท  ในขณะที่เดือนนั้นลูกมีรายได้ 100,000  บาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คงเท่ากับ 10% ของรายได้ที่ใฝ่ดีสามารถหาได้  แต่บังเอิญเหลือเกินการช่วยของใฝ่ดีนั้นเป็นการบริจาคผ่านรายการการกุศลซึ่งเผยแพร่ทางทีวีไปทั่วประเทศ ปรากฏตัววิ่งเป็นชื่อของใฝ่ดี  พร้อมเงินบริจาคจำนวน 10,000 บาท ซึ่งซาเล้งหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวันก็ได้ตั้งวงกินข้าวกับเมียและลูกน้อยอีก 2 คน ซาเล้งเหลือบไปเห็นชื่อของใฝ่ดีพร้อมเงินบริจาคจำนวน 10,000 บาท ซาเล้งถึงกับตะลึงและกินข้าวไม่อร่อยอีกต่อไป ซาเล้งคิดคำนวณถึงการทำมาหาได้ในแต่ละเดือนที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง และหากจะเก็บเงินให้ได้ 10,000 บาทจริง ๆ จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี ซาเล้งจึงจะมีเงิน 10,000 บาท  แต่เอ๊ะนี่มันอะไรกัน ทำไมคนคนนี้ร่ำรวยเงินทองมาจากการใด สามารถบริจาคได้ตั้ง 10,000 บาท เยอะจริงๆ

ใฝ่ดี : เห็นภาพชัดเจนครับ

พ่อ : กลับมาที่ตัวของใฝ่ดี ที่กำลังจ้องมองหน้าจอทีวีอย่างใจจดใจจ่อ อยากจะเห็นตัววิ่งบนหน้าจอมีชื่อของใฝ่ดีขึ้นพร้อมกับเงินบริจาค 10,000 บาท เมื่อไหร่จะขึ้นสักที  เฝ้ามองดูด้วยความตื่นเต้นเพราะการบริจาคครั้งนี้ถือเป็นการให้ทานครั้งยิ่งใหญ่ของใฝ่ดีเลยทีเดียว พอตัววิ่งได้ขึ้นชื่อของใฝ่ดีพร้อมเงินบริจาค ใฝ่ดีก็ส่งเสียงเฮดังสนั่นลั่นห้อง แต่ไม่นานถัดจากตัววิ่งชื่อของใฝ่ดี ก็มีข้อความวิ่งต่อมาว่า   “ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม  บริจาค 1,000,000 บาท” (หนึ่งล้านบาท)

เมื่อใฝ่ดีเห็นก็รู้สึกไม่ต่างอะไรกับซาเล้งที่รู้สึกว่าใฝ่ดีบริจาค 10,000 บาทนั้นรวยเหลือเกิน แต่นี่อะไรกัน ใฝ่ดีรู้สึกว่าไอ้คนที่บริจาคและยังไม่ประสงค์จะออกนามบริจาคตั้ง 1,000,000 บาท มันช่างรวยเหลือเกิน และมันรวยแบบไม่ธรรมดาอีกต่างหาก เพราะ 1.0 ล้านบาท มันมากกว่า 10,000  บาทเป็นไหนๆ ไอ้บ้าที่บริจาคมันต้องโครตรวยแน่ๆ

ใฝ่ดี : โอ้โห…พ่อนี่ก็สุดยอดเหมือนกันน่ะครับ

พ่อ : ต่อเลยน่ะ  มองเข้าไปในเขตป่าเขาลำเนาไพร มีสำนักสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมของคนเมืองที่ค้นหาความหมายแห่งการมีชีวิตอยู่ ผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนนั้นกำลังนั่งสมาธิไม่ได้สนใจต่อข่าวการบริจาคที่ตัวของเขาเองได้บริจาคไป 1.0 ล้านบาท  เพื่อช่วยน้ำท่วม เขาได้แต่มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ให้ได้ ..ประวัติของคนคนนี้ เขามีหนี้สินมากมายถ้าจะพูดไปแล้วหนี้สินของเขามีมากกว่าสินทรัพย์ เขากำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย เงิน 1.0 ล้านบาทที่เขาบริจาคไปเมื่อเทียบกับภาระหนี้ 1,000  ล้านบาท มันเป็นแค่เสษเสี้ยวของเงินเล็กน้อย เขารู้สึกว่า 1.0 ล้านบาทเป็นแค่เศษเงินและไม่ได้สนใจเงินทองอีกต่อไป เงิน 1.0 ล้านบาทเป็นเรื่องขี้หมาสำหรับเขาเหลือเกิน  เขากลับจะอิจฉาคนที่บริจาคได้ 10,000  บาท แต่ยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่  ในขณะที่เขาบริจาค 1.0 ล้านบาท คือบริจาคจากหนี้สินของคนอื่น  แบบนี้ถามว่าใฝ่ดี ว่าใครรวยกว่ากันในเชิงรูปธรรม

ใฝ่ดี : ก็คงจะเป็นผมเองที่บริจาค 10,000 บาท หมายความว่าผมรวยกว่าคนที่บริจาค 1.0 ล้านบาท ใช่มั้ยครับพ่อ ผมนี่รวยจริง ๆ ฮ่าๆ

พ่อ :  ใช่ เพราะบริจาค 10,000 บาท บริจาคจากเงินที่เหลือจริง ๆ แต่บริจาค 1.0 ล้านบาท บริจาคจากหนี้  เอาเงินของชาวบ้านเค้ามาบริจาค  แต่ถ้าหากจะถามว่าใครเข้าใจชีวิตมากกว่ากัน  ตรงนี้ก็ไม่สามารถตอบได้เลย

ใฝ่ดี : ชัดเจนจริง ๆ ครับ

พ่อ : วันนี้พอแค่นี้แหละ เอาไว้มาต่อกันใหม่

ใฝ่ดี : ยังมีต่ออีกใช่มั้ยครับ  ผมจะรอน่ะครับ ขอบคุณครับพ่อ