Head ลายแทงขุมทรัพย์หุ้น

อัตราส่วนไม่ใช่เครื่องมือวิเศษ (2)

ลายแทงขุมทรัพย์หุ้น
ตอน: อัตราส่วนไม่ใช่เครื่องมือวิเศษ (2)

 

พงศกร: เฮียครับแล้วเวลาเราใช้อัตราส่วน เรายังต้องระวังเรื่องอะไรอีกบ้างครับ

เฮียทวี: ก็อย่างที่เฮียสอนไปคราวที่แล้วมีสามข้อ เดี๋ยววันนี้เฮียสอนที่เหลืออีกสองข้อให้จบเลยแล้วกัน

พงศกร: ครับเฮีย

เฮียทวี: เวลาเราใช้อัตราส่วนเราต้องคำนึงถึงด้วยว่างบการเงินช่วงนั้นๆมีกำไรพิเศษหรือรายจ่ายพิเศษด้วยหรือเปล่า

พงศกร: ยังไงนะครับเฮีย

เฮียทวี: ก็อย่างเช่นบางบริษัทมีที่ดินซึ่งถือมาแล้ว 20 ปี และการทำบัญชีของบริษัทผู้บริหารได้เลือกที่จะทำการบันทึกที่นั้นในราคาทุน เมื่อบริษัททำการขายที่นั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ส่วนต่างระหว่างราคาขายและมูลค่าทางบัญชีที่บันทึกไว้ ส่วนต่างนี้จะขึ้นมาเป็นกำไรของไตรมาสนั้นๆ เมื่อเราเอาตัวเลขนี้ไปคิดโดยที่ไม่ได้ดูที่ไปที่มาให้ระเอียด เราก็อาจจะนึกว่าบริษัทมีผลประกอบการดีเลิศ และอนาคตอาจจะดีขึ้นไปอีกก็เป็นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เพราะกำไรนี้มันไม่ได้มาจากธุรกิจที่เราทำจริงๆ แต่เป็นผลพลอยได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่

พงศกร: เฮียครับอย่างนี้แปลว่าผมต้องติดตามผลประกอบการของบริษัทตลอดเลยสิครับ ว่าจริงๆแล้วกำไรที่ได้มาแต่ละช่วงมาจากกำไรจากการดำเนินงานปกติหรือเป็นกำไรพิเศษ

เฮียทวี: ถูกต้องครับ เฮียไม่ได้เน้นเฉพาะกำไรนะ รายจ่ายพิเศษก็ต้องเน้นด้วย อย่างบางทีบริษัทโดนฟ้อง บริษัทก็อาจจะกันเงินส่วนหนึ่งเอาไว้เผื่อในกรณีที่บริษัทแพ้คดี ซึ่งอันนี้ก็จะขึ้นเป็นรายจ่ายของไตรมาสหรือรอบบัญชีนั้นๆ

พงศกร: ครับเฮีย

เฮียทวี: ทีนี้มาดูข้อจำกัดในการใช้อัตราส่วนข้อสุดท้ายกัน อัตราส่วนของแต่ละบริษัทถึงแม้ว่าเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้เสมอไป

พงศกร: ยังไงครับเฮีย ตั้งแต่ผมเรียนมาผมเห็นมีแต่คนบอกว่าเอาอัตราส่วนของบริษัทนู้นบริษัทนี้มาเปรียบเทียบกัน

เฮียทวี: ที่เขาบอกให้เอาอัตราส่วนมาเปรียบเทียบกันนั้นก็ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้สักแต่เปรียบเทียบกันอย่างเดียว เพราะความจริงแล้วมาตรฐานการบัญชีฉบับเดียวกัน แต่ๆละบริษัทมีสิทธิเลือกใช้มาตรฐานการบัญชีให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุดถูกไหมครับ

พงศกร: อ๋อ ถูกครับเฮีย อย่างบางบริษัทผู้บริหารอาจจะบอกว่าให้บันทึกที่ดินเป็นมูลค่าปัจจุบัน แต่บางบริษัทอาจจะมีนโยบายบันทึกที่ดินเป็นราคาต้นทุนที่ซื้อมาก็ได้

เฮียทวี: ใช่ๆอันนี้แหละที่เฮียกำลังจะหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง และเมื่อเขาเลือกใช้มาตรฐานการบัญชีคนละแบบ ถ้าเราเอาสองบริษัทนี้มาเปรียบเทียบกัน เราก็อาจจะบอกว่าบริษัทที่เลือกบันทึกมูลค่าที่ดินเป็นราคาต้นทุนมีทรัพย์สินไม่หมุนเวียนอยู่นิดเดียว แต่จริงๆแล้วถ้าปรับราคาที่ดินที่บริษัทมีอยู่มาเป็นราคาปัจจุบัน ที่ดินทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่อาจมีราคาหลายพันล้าน ทำให้บริษัทนี้มีทรัพย์สินไม่หมุนเวียนที่ใหญ่ขึ้นมาทันที อีกบริษัทหนึ่งที่ตอนแรกเราเปรียบเทียบว่าดูมีทรัพย์สินมหาศาล มาเจอแบบนี้เข้าจริงๆเราก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้

พงศกร: อย่างนี้ที่เราเรียนกันมาตั้งนาน บทสรุปสั้นๆเลยก็คือถ้าอยากวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเองเป็นอย่างลึกซึ้งจริงๆ เราต้องรู้บัญชีด้วย

เฮียทวี: ถูกต้องครับ อาจจะรู้ไม่ต้องลึกแต่ก็ต้องพอรู้บ้าง งบการเงินเปิดมาอ่านต้องรู้ว่างบอะไรเป็นงบอะไร ไม่ใช่เปิดมาแล้วบอกว่างงอย่างเดียว

พงศกร: เข้าใจแล้วครับเฮีย ขอบคุณเฮียมาครับที่ทนสั่งสอนผมมาตั้งหลายเดือน

เฮียทวี: ไม่ต้องเกรงใจ ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนมนุษย์เกิดแก่เจ็บตาย ถ้าเราไม่ช่วยเหลือกันแล้วใครจะมาช่วยเหลือเรา

 

ด้วยรัก
พงศกร บุญวรเมธี

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm