ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

ROE (อัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ)

จุก : เผลอแป๊ปเดียว… จะฉลองปีใหม่กันอีกแล้วสิน่ะ

ดำ : ใช่เวลา 1 ปี ช่างผ่านไปเร็วจริงๆ เลยน่ะ

จุก : นี่ไงละที่ใครๆ ก็บอกว่า โลกมันหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ฉันตามไม่ทันแล้วพี่บัวลอย เฮ้ยยย….

ดำ : ฮ่าๆ ไม่ใช่ละ .นั่นมันเพลงของน้าแอ๊ดเค้าแล้ว

จุก :  โลกมันหมุนเร็วขึ้นทุกวัน จะทำอะไรก็รีบทำซะ เวลาไม่เคยรอใคร แอร๊ยยย

ดำ : ถูกแล้ว…!!!   เค้ายังบอกอีกว่า “ รู้อะไร ไม่เท่า รู้งี้”

จุก : อะไรของดำ งง

ดำ : ก็เช่น “รู้งี้ทำไปนานแล้ว”  “รู้งี้ไม่ทำดีกว่า” “รู้งี้ตัดสินใจทำซะดีกว่า”  รู้งี้… ก็คือรู้ในตอนที่มันสายไปแล้วไง

จุก : เพราะฉะนั้น เราไม่มีคำว่า “รู้งี้” น่ะ  เราจะมีแต่คำว่ารู้  ว่าแล้วเราก็มาต่อความรู้ของเรากันดีกว่า วันนี้จะพูดถึง  อัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ (Return ON Equity) หรือ ROE  ซึ่ง เป็นอัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไรเทียบกับส่วนของเจ้าของ (ส่วนของผู้ถือหุ้น) ซึ่งเป็นการประเมินค่าอัตราส่วนผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นในฐานะของเจ้าของกิจการจะได้รับ

ดำ : ถ้าให้พูดง่ายๆ ROE ก็คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ ใช่ป่ะ

จุก : สูตรที่ใช้กันทั่วไป  ก็คือ ” ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ”

ROE

ค่าที่ได้จะออกมาเป็น เปอร์เซ็นต์

ดำ :  แล้ว ROE ควรจะมีค่าที่เท่าไหร่ล่ะ

จุก : ROE ควรจะมีค่าสูง เพราะจะแสดงว่ากิจการสามารถให้ผลตอบเทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นสูง ผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงนั่นเอง  และในทางตรงกันข้าม หาก ROE มีค่าต่ำ จะแสดงให้เห็นว่าความสามารถในการทำกำไรของกิจการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้ต่ำ

สมมุติ บริษัท ก. มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปีคร่าวๆ ดังนี้

งบกำไรขาดทุน บริษัท ก. (หน่วย : ล้านบาท)

ยอดขาย 12,000

กำไรสุทธิ 1,200

ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000

ดังนั้น ROE ของ บริษัท ก. คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15%

ในทางปฏิบัติควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมากขึ้น ROE ที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ

ดำ : แล้ว ROE มีความสำคัญอย่างไรนอกจากจะบอกว่า สามารถทำกำไรจากส่วนผู้ถือหุ้นแล้ว มีวิธีการที่เราจะนำไปใช้ได้ยังไงเหรอ

จุก : นักลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท สมมุติอีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ข. มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ก. ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท ก. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน

สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะ บริษัทที่มี ROE สูงสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า

แต่ในขณะเดียวกัน การรักษา ROE ให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ ปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10% บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมากทีเดียว

ดำ : เข้าใจแล้วละ เบื้องต้น นักลงทุนควรจะดูบริษัทที่มี ROE สูงๆ นั่นเองใช่มั้ย

จุก : ถูกต้อง แต่เราต้องมีการระวังไว้เหมือนกัน หากเจอกับบริษัทที่มี ROE สูงๆ และ ROE นั้นเกิดจากกิจการที่มีหนี้สินมากๆ เพราะกรณีที่มีหนี้สินถือว่าเป็นการ Leverage หรือ กิจการที่ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน) มีแนวโน้มลดลง ดังนั้นการใช้ค่า ROE จึงต้องประเมินความเสี่ยงของกิจการควบคู่ตามไปด้วย  ซึ่งครั้งหน้าหากมีโอกาสเราจะมาดูสูตรที่ใช้คำนวณในเรื่องนี้กัน

ดำ : โอเค.. ได้เลย