ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

Net Profit Margin

จุก : มาเลย วันนี้เรามาต่อกันที่ข้อสอง ซึ่งได้แก่เรื่องราวของ Net Profit Margin หรือ อัตรากำไรสุทธิ นั่นเอง

ดำ : เดี๋ยวๆ วันนี้ไปกินอะไรมา มาถึงก็เริ่มกันเลยเหรอ ไม่คิดจะถามสารทุกข์สุกดิบกันก่อนบ้างเหรอ

จุก : ฮ่าๆ  คือเดี๋ยวเรามีธุระต่อ วันนี้ก็เลยต้องรีบหน่อย

ดำ : อ่อ ได้… งั้นรีบจัดมาเลย

จุก : โอเค………  อัตรากำไรสุทธิ หรือ (Net Profit  Margin)  เป็นการวัดอัตราส่วนเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิกับยอดขาย ทำให้ทราบถึงความสามารถในการทำกำไรสุทธิ ของกิจการภายหลังจากการหักค่าใช้จ่ายทุกรายการแล้ว รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

ดำ : ขอขยายความเพิ่มเติมให้หน่อยสิ

จุก : คือต้องบอกแบบนี้ก่อน โดยทั่วไปแล้วผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะหยิบยกเรื่องของกำไร – ขาดทุนมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ในอนาคตอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆ แล้วมีอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดีไม่แพ้กันนั่นก็คือ   วิธีการหาค่าผลตอบแทนต่อยอดขายหรือที่เรียกว่า Net Profit Margin  ซึ่งจัดเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือวิศวกรรมทางการเงินดีๆ ที่จะช่วยตอบคำถามได้ว่าธุรกิจของคุณในขณะนี้มีสภาพการเงินเป็นอย่างไร โดยข้อดีของวิธีการนี้ก็คือผู้ประกอบการจะสามารถทราบได้ทันทีว่ากิจการที่คุณกำลังทำอยู่ในขณะนี้นั้นมีกำไรสุทธิคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับยอดขาย ณ ปัจจุบัน โดยวิธีการหาค่ามีขั้นตอนดังนี้

ดำ : ยากมั้ยอ่ะ

จุก : ไม่มีอะไรยากหรอกดำ  ขอแค่ลงมือทำ  มาคุยกันต่อ  ตัวแปรสำคัญ คือ กำไรสุทธิหลังหักภาษี และยอดขายรวมทั้งหมด  เริ่มจากผู้วิเคราะห์จะต้องไปทำการรวบรวมข้อมูลตัวแปรทั้ง 2 อย่างต่อไปนี้ก่อน คือ กำไรสุทธิหลังจากหักภาษีออกแล้ว และยอดขายรวมทั้งหมดที่ได้มาจากการขายสินค้า พอได้ข้อมูลทั้ง 2 อย่างมาแล้วจึงค่อยมาเริ่มคำนวณหาค่ากัน โดยเริ่มจากการนำกำไรสุทธิหลังหักภาษีมาคูณด้วยหนึ่งร้อย ผลที่ได้ออกมาให้นำมาหารด้วยจำนวนของยอดขายอีกหนึ่งครั้งจึงจะได้ผลลัพธ์ในขั้นสุดท้าย ซึ่งจะนำมาใช้ในการเปรียบเทียบพิจารณาว่าธุรกิจที่ทำอยู่มีผลกำไรที่คุ้มค่าหรือไม่ โดยทฤษฎีดังกล่าวมีค่าสมการ ดังนี้

Net profit margin

ซึ่งหากผลลัพธ์ในขั้นตอนสุดท้ายออกมาเป็นค่าบวกนั่นเท่ากับว่าธุรกิจที่คุณกำลังทำอยู่มีผลงานการดำเนินงานที่มีกำไรสุทธิสะสมอยู่ และหากยิ่งบวกมากขึ้นเท่าไหร่นั่นหมายถึงธุรกิจของผู้ประกอบการก็ยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าหากผลลัพธ์ที่ออกมามีค่าติดลบนั่นจะเท่ากับธุรกิจของผู้ประกอบการกำลังประสบปัญหาขาดทุนอยู่นั่นเอง

แต่ทั้งนี้หากค่าของผลลัพธ์ที่ได้มามีมากกว่าร้อยละ 10 ซึ่งมากกว่าร้อยละอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประจำ นั่นเป็นสัญญาณส่งเสริมให้ผู้ประกอบการควรที่จะลงทุนในกิจการดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

ดำ :  ขอดูตัวอย่างหน่อยครับ เขียนให้ดูหน่อยสิ

จุก : ได้เลย ตัวอย่างเช่น

บริษัท A ต้องการคำนวณหาผลตอบแทนต่อยอดขายสินค้าของกิจการตนเอง โดยกิจการของบริษัท A มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 85,000 บาท มียอดขายรวมอยู่ที่ 1,200,000 บาท สามารถคำนวณหาค่าตอบแทนต่อยอดขายโดยแทนที่ด้วยสูตรสมการดังต่อไปนี้

         Net profit margin2

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ 7.083 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่ปิดตัวในแดนบวกแสดงว่าธุรกิจมีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ร้อยละ 7.083 ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีต่อการทำธุรกิจของบริษัท A อย่างมาก เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมดมีผลกำไรมาโดยตลอด แต่ทั้งนี้ค่าที่ได้ออกมายังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ จึงขอแนะนำว่าบริษัท A ไม่จำเป็นที่ต้องลงทุนเพิ่มอีก เพราะถึงแม้ธุรกิจจะมีผลกำไรก็จริง แต่ร้อยละที่ได้มามันมีค่าที่น้อยเกินและอาจจะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพิ่มนัก

ดำ :  นั่นก็หมายความว่า ค่าที่ได้ยิ่งสูงก็ยิ่งดี  เพราะแสดงถึงความสามารถในการทำกำไรและควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ดี

แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม อัตรานี้มีค่าออกมาต่ำ อาจเป็นผลมาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ   ดังนั้นค่าที่ควรจะเป็นนอกจากจะเป็นค่าบวกแล้ว ยังต้องมีอัตราที่สูงๆ ด้วยจะยิ่งดีมากๆ

จุก : ใช่แล้วละ….. ผลตอบแทนต่อยอดขายเป็นดัชนีชี้วัดที่ช่วยแจ้งให้ผู้ประกอบการได้รับทราบว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่มีความคุ้มค่ามากขนาดไหน ซึ่งคนที่ทำมาค้าขายทุกคนจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเวลาที่สูญเสียไปกับบางสิ่งบางอย่างที่ให้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่ามันคือความหายนะทางธุรกิจที่มิอาจจะประเมินค่าได้ แถมยังเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างไม่มีวันเรียกคืนได้อีกด้วย

ดำ : วันนี้ต้องขอบคุณจุกมากน่ะ ที่เพิ่มเติมความรู้ให้กับเราตามสัญญา

จุก : ไม่เป็นไรครับ…. ว่าแต่ตอนนี้กี่โมงแล้วละ

ดำ : บ่าย 2 โมงครึ่งแล้ว

จุก : ตายละ.. เรามีนัดตอน 3 โมง ไปก่อนละน่ะ

ดำ : บ๊าย บาย