ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

Gross Profit Margin

ดำ : “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง  พวกเราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริง  วันลอยกระทง  ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทงลอยกระทงกันแล้ว  ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง”

จุก : แหม.. อารมณ์ดีจริงๆ เลยน่ะ  ว่าแต่ว่าเมื่อคืนไปลอยกระทงกับใครมา

ดำ : ยังไม่ได้ลอยอ่ะสิ… ไม่มีคนรู้ใจไปลอยด้วย มันเหงา เห็นเค้ามีคู่แล้วมันสะเทือนใจ

จุก : ฮ่าๆๆๆ  ไม่เป็นไรวันนี้ก็ยังไปลอยทันน่ะ ไปลอยคนเดียวก็ได้ไม่เห็นเป็นไร ไปขอขมาพระแม่คงคากับสิ่งที่เราได้ล่วงเกินท่านไป ที่เราทำให้น้ำสกปรก แล้วก็ขอให้ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงจงหลุดลอยไปกับกระทงของเรา เผื่อว่าการลอยกระทงในครั้งนี้จะส่งผลให้ ดำมีคู่ลอยกระทงในปีหน้าก็ได้น่ะ

ดำ : แล้วจะลองทำตามที่บอกน่ะ… แต่ตอนนี้มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า  ว่าไงวันนี้ต่อด้วยเรื่องอะไรละ

จุก : ครั้งที่แล้วเราคุยเรื่องของ อัตราส่วนหนี้กันไปเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย งั้นวันนี้เรามาพูดถึงเรื่องของ

อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Raito) หมายถึง อัตราส่วนที่ใช้วัดผลของการดำเนินงานของกิจการว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เพราะเป้าหมายหลักของการดำเนินธุรกิจก็คือการทำกำไร

ดำ : ใช่… ทำแล้วไม่ได้กำไรจะทำทำไม ถูกป่ะ  นั่นหมายความว่าหากเราต้องการที่จะลงทุนในกิจการสักอย่างหนึ่งสิ่งที่สำคัญเอามากๆ ที่เราจะต้องดูก็คือ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทนั้นๆ นั่นเอง เพราะถ้าไม่มีกำไรเราจะลงทุนไปทำไม ถูกต้องมั้ยครับ

จุก : ถูกต้อง จะพูดให้ยาวทำไม ฮ่าๆ

มาดูกันว่า อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรหรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Profitability Raito ประกอบไปด้วยอัตราส่วนไหนบ้าง อย่างแรกก็คือ

  1. อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เป็นการวัดอัตราส่วนเปรียบเทียบผลกำไรขั้นต้นกับยอดขาย
  2. อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit margin) เป็นการวัดอัตราส่วนเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิกับยอดขาย
  3. อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ( Return O Assets ) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ROA ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรเทียบกับสินทรัพย์รวม
  4. อัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ (Return On Equity) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ROE เป็นอัตราส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรเทียบกับส่วนของเจ้าของ

ทั้งหมดก็มีประมาณนี้แหละที่เราจะต้องใช้ในการวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัว

ดำ : งั้น.. เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เราก็มาเริ่มกันที่ข้อ 1 Gross Profit margin กันเลยละกันน่ะครับ

จุก : ก็ได้ครับ อย่างที่บอกอัตราส่วนกำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit Margin เป็นการวัดอัตราส่วนเปรียบเทียบผลกำไรขั้นต้นกับยอดขาย ทำให้สามารถประเมินประสิทธิภาพในการดำเนินงานของกิจการได้ อย่างเช่น การจัดการผลิต การควบคุมต้นทุนการผลิต, การตั้งราคา, การแข่งขันในอุตสาหกรรม เป็นต้น

ซึ่งก็จะมีวิธีการคำนวณแบบนี้

gross profit

ดำ : เราดูในงบการเงินไม่เห็นจะมี กำไรขั้นต้น เลยอ่ะ

จุก : บางงบก็มี บางงบก็ไม่มี แล้วแต่รูปแบบงบของบริษัทนั้นๆ แต่ไม่มีก็ไม่เป็นไร เราก็มาหากันเอง

โดยการนำรายได้จากการขายมา ลบออกด้วยต้นทุนขายและบริการ = กำไรขั้นต้น

ดำ : ขอดูตัวอย่างการคำนวณหน่อยน่ะ

จุก : ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A  มีกำไรขั้นต้นที่  550,000 บาท  และมียอดขายที่ 1,000,000 บาท

Gross Profit margin =  550,000 x 100 / 1,000,000 = 55 %

ดำ : ก็เหมือนกับว่า เราขายของ 100 บาท เราจะสามารถมีกำไรขั้นต้นที่ 55 บาท ใช่มั้ยจุก

จุก : ถูกต้องแล้วละดำ อัตราส่วนนี้ยิ่งมีค่าสูงยิ่งดี เพราะจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรของกิจการ และมีการควบคุมต้นทุนในการผลิตได้ดี และในทางตรงกันข้าม ถ้าออกมาในอัตราส่วนที่ต่ำ ก็จะสะท้อนให้เห็นถึงผลการควบคุมต้นทุนขายที่ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก  แต่บางครั้งเรายังจะต้องสังเกตว่าในบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจค้าปลีก มักจะมีมาร์จิ้นที่ต่ำ แต่ด้วยมีปริมาณสินค้าและอัตราหมุนเวียนสินค้าที่สูงก็จะสามารถทำกำไรได้มากเหมือนกัน

ดำ : ดังนั้นค่าที่ได้ควรจะอยู่ที่ประมาณที่เท่าไหร่ถึงจะดีละ

จุก : เราว่าประมาณ 30-40 % ขึ้นไป ก็ถือว่ากิจการสามารถทำกำไรได้ดีเลยละ ถ้าสูงกว่านี้ยิ่งดี

ดำ : โอ้โห้.. วันนี้คุยกันซะยาวเลยน่ะ เราอัดเสียงไว้หมดแล้วละ งั้นเราขอตัวไปก่อนละน่ะ

จุก : เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหนเนี้ย

ดำ : ไปซื้อกระทงยังไงละ จะได้รีบไปขอขมา พระแม่คงคา รวมถึงขอคนรู้ใจ เผื่อปีหน้าจะได้มีคู่ไปลอยกระทง เหมือนอย่างที่จุกบอกไงละ ไปก่อนละน่ะ