ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio)

ดำ :  อัตราส่วนหนี้ต่อส่วนทุน (D/E) พูดไปแล้ว อัตราส่วนหนี้ (Debt Raito) พูดไปแล้ว ที่เหลือก็คือ?

จุก : อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย เป็นเรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้

ดอกเบี้ยถูกจัดเป็นภาระหนี้สินทางการเงินอย่างหนี่งที่เป็นผลผูกพันกับเงินกู้ที่ผู้ประกอบการได้หยิบยืมมาลงทุนก่อนหน้านี้ ซึ่งดอกเบี้ยนั้นมีความสำคัญต่อระบบการเงินภายในบริษัทเป็นอย่างมาก เพราะดอกเบี้ยจะเป็นตัวกำหนดกรอบนโยบายทางการเงินของธุรกิจทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ทำให้ธุรกิจหลายประเภทก่อนที่จะระดมเงินทุนมาใช้ในกิจการภายในนั้นมักจะคิดคำนวณหาความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยก่อนเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินที่จะตามมาอันมีสาเหตุหลักมาจากภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องของดอกเบี้ยนั่นเอง

ดำ : เป็นการวัดกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีกับดอกเบี้ยจ่าย แสดงถึงความสามารถในการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ของกิจการ แบบนี้ใช่ป่ะ

จุก : โดยวิธีการคำนวณหาอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยหรือที่เรียกว่า Interest Coverage Ratio นั้น จะเป็นคำตอบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับทราบสถานะว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายชำระค่าดอกเบี้ยได้มากขนาดไหน โดยวิธีการคำนวณมีดังนี้

4556

ดำ : ค่าที่ได้ออกมาเป็นเท่า แล้วมันมีความหมายว่ายังไงละจุก

จุก : อธิบายเพิ่มเติมก่อนน่ะ  คือก่อนอื่นผู้ประกอบการจะต้องคำนวณหาผลกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วให้นำกำไรสุทธิเป็นตัวตั้งแล้วจึงหารด้วยค่าใช้จ่ายในส่วนของอัตราดอกเบี้ยตามหลักสมการที่ให้ไป

หากผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมามีค่าเป็นบวกที่เท่ากับหรือมากกว่า 1 แสดงว่าธุรกิจของผู้ประกอบการมีความสามารถที่จะจ่ายชำระค่าดอกเบี้ยได้ทั้งหมด ส่วนผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 นั่นแสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วนเท่านั้นหรือที่เรียกกันว่า “ไม่ครบรอบ” จำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องหาอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงมากกว่านี้ การชำระดอกเบี้ยจึงจะสามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและหมุนครบวงรอบ แต่ถ้าหากผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีค่าเท่ากับศูนย์หรือติดลบ นั่นจะเท่ากับว่าธุรกิจของผู้ประกอบการไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้เลยแม้แต่บาทเดียว ซึ่งสิ่งนี้จะพัฒนากลายเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินในที่สุด

ดำ : ไหนจุกลองยกตัวอย่างเหมือนครั้งที่แล้วให้ดูหน่อยสิ

จุก : ตัวอย่างเช่น

สมมติว่า  บริษัท A ต้องการที่จะขยายหน้าร้านเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดวางสินค้า จากธนาคารมา 100,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 10 ต่อปี ดังนั้นค่าใช้จ่ายของดอกเบี้ยจึงอยู่ที่ 10,000 บาท และบริษัท A ก็มีกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท ต่อปี จากที่กล่าวมาสามารถแทนค่าเพื่อค้นหาความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยได้ตามหลักสมการดังต่อไปนี้

455677

จะเห็นได้ว่าค่าผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอยู่ที่ 1.5 นั่นเป็นการบ่งบอกว่าธุรกิจของบริษัท A มีความสามารถในการจ่ายหนี้สินในส่วนของดอกเบี้ยได้อย่างไม่มีปัญหา และจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินแต่ประการใดเลย แต่ทั้งนี้ค่าที่ได้ถึงแม้จะเป็นบวกและมีค่ามากกว่า 1 แต่ก็แตกต่างกันเพียงแค่ 0.5 เท่านั้นซึ่งค่อนข้างที่จะน้อยเกินไป จึงขอแนะนำให้บริษัท A  หาแหล่งเงินทุนจากที่อื่นๆ ที่คิดอัตราค่าดอกเบี้ยที่น้อยกว่านี้ หรือไม่งั้นบริษัท A ก็ต้องเพิ่มยอดขายให้สูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงจะช่วยให้สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก

ดำ : แบบนี้เราก็สามารถรู้ถึงความสามารถที่จะจ่ายดอกเบี้ย หรือภาษาชาวบ้านว่า มีปัญญาจะจ่ายได้โดยไม่ติดขัดอะไร รู้ก่อนที่เราจะกู้ด้วยซ้ำไป

จุก : ใช่… ผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณหาอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยจะช่วยวางแผนทางการเงินให้กับธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรคำนวณไว้เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “ชำระดอกเบี้ยไม่ครบรอบ” ขึ้นในกิจการของผู้ประกอบการเอง