HOW TO

ความลับของการมี 2 บริษัท (3)

ไม่มีการติดต่อกลับมาจากเฮียผิง เพื่อถามไถ่ถึงการตอบตกลง หรือปฏิเสธจากผม หลังจากนั้นผมก็ทราบข่าวว่า เฮียผิงเสียชีวิต ในตอนค่ำของวันที่คุยกับผม ด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เฮียผิงคงไม่ได้กินกระเทียมอัดเม็ดอย่างที่ผมกินเป็นประจำทุกวันเป็นแน่

ช่วงนั้นเป็นช่วงเดือนเมษายน ซึ่งผมต้องนำลูกสาวสมัครสอบเข้า ม.1 ในโรงเรียนชื่อดังระดับประเทศ ผมพยายามวิ่งเต้น และตกลงที่จะจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะให้กับโรงเรียน หากผู้อำนวยการจะกรุณารับลูกสาวผมเข้าเรียน โดยตัวเลขที่ผมเขียนไปเมื่อ 10 ปีก่อน อยู่ที่ 50,000 บาท ซึ่งนับว่าสูงเอาการ

การจ่ายเงินกินเปล่าหรือแป๊ะเจี๊ยะให้กับโรงเรียน เป็นเรื่องของการจ่ายเพื่อให้ลูกสาวผมได้รับโอกาสในการเข้าเรียน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการจุดประกายความคิด ที่ทำให้ผมนึกไปถึงเรื่องของการมี 2 บริษัท ที่พี่ตึกพูดกับผมในวันที่กินเบียร์กับบุรี ว่ามันจะทำให้ทุนจดทะเบียนบริษัทใหญ่ขึ้นได้ พี่ตึกแค่บอกผมว่า ให้เอาบริษัทที่ 1 ซึ่งเป็นโรงงานผลิต มีฐานเงินทุนจดทะเบียนที่ใหญ่โต ซื้อบริษัทที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทการตลาด ด้วยราคาสูงๆ แบบมีแป๊ะเจี๊ยะ เพราะบริษัทที่หนึ่งอยากได้บริษัทที่ 2 ใจจะขาด

ผมพยายามคิดเรื่องของการจ่ายเงินกินเปล่าให้กับโรงเรียน 50,000 บาท ว่าทำไมผมจึงต้องกำหนดที่ 50,000 บาท ทำไมไม่กำหนดไปที่ 5,000 บาท ไม่กำหนดไปที่ 20,000 บาท คำตอบที่ได้คือ 50,000 บาท เป็นมูลค่าที่ผมพอใจต่อการซื้อโอกาสเพื่อให้ลูกสาวผมเข้าโรงเรียนดีๆ ดังนั้นหากผมจะเอาบริษัทที่ 1 ซื้อบริษัทที่ 2 ด้วยราคาเท่าไร และดูจะแพงขนาดไหน ก็อยู่ที่ความพอใจของผมเช่นกัน

ความคิดนี้ปิ๊งแว๊บเข้ามาในสมองผม ว่าถ้าผมใช้บริษัทที่ 1 ซึ่งเป็นโรงงาน มีทุนจดทะเบียนที่ใหญ่กว่าบริษัทการตลาด ซึ่งเป็นบริษัทที่ 2 ผมจะอ้างเหตุแห่งการเพิ่มทุนบริษัทที่ 1 ด้วยทุนจดทะเบียนที่ต้องเพิ่มจำนวนมโหฬาร เพื่อเข้าซื้อบริษัทที่ 2 ซึ่งแม้จะมีทุนจดทะเบียนที่เล็กกว่า แต่มีมูลค่ากิจการสูง เพราะผมตีค่าให้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 2 รายการได้แก่ ความลับทางการค้า และเครื่องหมายการค้า ในราคาที่สูงลิบลิ่ว

ราคาที่สูงลิบลิ่ว ก็คือราคาที่ไม่ต่างอะไรจากแป๊ะเจี๊ยะที่ต้องจ่ายให้กับโรงเรียน ผมจ่ายแป๊ะเจี๊ยะให้กับยี่ห้อโรงเรียน ให้กับผลงานของโรงเรียนที่เด็กร้อยละ 90 สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ เช่นกันผมก็ต้องจ่ายแป๊ะเจี๊ยะให้กับบริษัทการตลาด ที่เป็นเจ้าของความลับทางการค้า เป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้า เป็นเจ้าของความจงรักภักดีที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์ เป็นเจ้าของตราสินค้า เพื่อบริษัทที่ 1 จะยึดรายได้และกำไรของบริษัทที่ 2 มาเป็นของตนได้

ไอเดียปิ๊งแว๊บเรื่องแป๊ะเจี๊ยะได้พาให้ผมเข้าใจถึงมูลค่าที่บริษัทที่ 1 จะซื้อบริษัทที่ 2 ว่าเป็นเรื่องของความพอใจของผมโดยแท้

ตำราทางการเงินหลายเล่มได้ถูกผมรื้อออกจากตู้เก็บหนังสือ ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า มีการสอนถึงการกำหนดมูลค่าความนิยม หรือ Goodwill ซึ่งใช่เลยว่าตราสินค้า ความลับทางการค้า ถือเป็นค่าความนิยม ผมจะต้องรู้ให้ได้ว่ามูลค่ามันเท่าไร และเป็นไปได้มากทีเดียวว่าบริษัทที่ 1 จะต้องจ่ายเงินมโหฬารซื้อบริษัทที่ 2 ซึ่งมีทุนจดทะเบียนเล็กกว่า ด้วยราคาที่แพงเหลือหลาย ทำให้บริษัทต้องประกาศเพิ่มทุนด้วยการออกหุ้นจำนวนมากขายให้กับผู้ถือหุ้น และผู้สนใจลงทุน

111111